แพทย์และนักวิชาการชี้พ่อแม่อย่าเลี้ยงลูกผิด แนะควรพัฒนาเด็กอย่างสมดุลทั้งกายใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298238

แพทย์และนักวิชาการชี้พ่อแม่อย่าเลี้ยงลูกผิด  แนะควรพัฒนาเด็กอย่างสมดุลทั้งกายใจ

แพทย์และนักวิชาการชี้พ่อแม่อย่าเลี้ยงลูกผิด แนะควรพัฒนาเด็กอย่างสมดุลทั้งกายใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.สายสุรี จุติกุล

แนะแนวทาง แก้วิกฤติเด็กปฐมวัย ห่วงเด็กไทยถูกพัฒนาในทางที่ผิด เร่งแก้ไข 4 ค่านิยมร้ายของพ่อแม่ และให้ความรู้ในการดูแลอย่างถูกต้อง ก่อนสายเกินแก้

สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดงานแถลงข่าว “วิกฤติปฐมวัย กระทบอนาคตชาติ” โดยมี ดร.สายสุรี จุติกุล รองประธานคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ อาจารย์จินตนา ธรรมวานิช นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ และพญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมพูดคุยและเปิดเผยถึงสภาวะเด็กไทยในปัจจุบัน พบว่า “เด็กไทยในปัจจุบัน มุ่งเน้นแต่การพัฒนาไอคิว ไม่เปิดโอกาสให้สำรวจ ลงมือทำ ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ขาดการเรียนรู้ทักษะชีวิต ไม่มีวินัย ขาดความยับยั้งชั่งใจ ฯลฯ ปฐมวัยถือเป็นช่วงวัยที่สำคัญในการพัฒนามนุษย์ เพราะเป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ทักษะสำคัญต่างๆ ที่จะเป็นรากฐานของพัฒนาการในวัยต่อไป ซึ่งทางคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ และสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯต้องการจุดประกายให้ผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกภาคส่วน มองเห็นปัญหาสำคัญ เพื่อหาทางแก้ไข สร้างแนวทางในการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เหมาะสม และทำให้เด็กไทยของเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต”

อาจารย์จินตนา ธรรมวานิช นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ กล่าวถึงมุมมองเรื่องวิกฤติเด็กปฐมวัยว่า “สภาพสังคมไทยปัจจุบัน เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น มีลูกน้อยลง พ่อแม่จึงตั้งเป้ากับความสำเร็จของลูกไว้มาก พร้อมทุ่มเททุกอย่าง” โดยคณะผู้ศึกษาเอกสารและสังเคราะห์งานวิจัยวิกฤติเด็กไทยพบว่าค่านิยมร้าย 4 อย่าง ของพ่อแม่ที่ส่งผลกระทบถึงการพัฒนาวินัยของเด็กในระยะยาวได้แก่


อาจารย์จินตนา ธรรมวานิช นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ

1) ค่านิยม“ลูกต้องมีอนาคตที่ไกลสดใส (กว่าพ่อแม่)” พ่อแม่ผลักดันเด็กด้วยความคาดหวังให้ลูกเป็นคนเก่งฉลาดกว่าคนอื่นซึ่งอาจทำให้เด็กเติบโตเป็นคนเก่งฉลาดแต่ไร้วินัย ค่านิยมนี้ส่งผลให้พ่อแม่เร่งเด็กทางด้านวิชาการไม่ส่งเสริมในเรื่องอื่นๆ ทำให้เด็กขาดโอกาสในการพัฒนาการมีวินัย รวมทั้งทักษะที่สำคัญอื่น เช่น ความคิดสร้างสรรค์ทักษะทางอารมณ์ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมเมื่อเด็กเติบโตขึ้น

2) ค่านิยม“ลูกเป็นหน้าตาของพ่อแม่” ยุคนี้ความสำเร็จของลูกกลับเป็นทั้งความภาคภูมิใจและความเป็นหน้าตาทางสังคมของพ่อแม่ พ่อแม่มักขีดเส้นทางให้ลูกเดินมีการตีกรอบและข้อตกลงที่เคร่งครัด เมื่อเด็กเติบโตขึ้นจะกลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตนเอง หวาดระแวง มีความเครียดและวิตกกังวล มีภาวะซึมเศร้า ไม่รู้จักการแก้ไขปัญหา รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะออกนอกลู่นอกทางถ้ามีโอกาส

3) ค่านิยม “ลูกฉันเก่งไร้เทียมทาน” ปัจจุบันนี้แต่ละครอบครัวมีลูกน้อยลงและมีลูกยาก พ่อแม่จึงรักและให้ความสำคัญกับลูกมาก ทำให้เกิดเป็นค่านิยมของการหลงลูก ผลักดันและชื่นชมในทุกสิ่งอย่างที่ลูกกระทำไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ เด็กกลุ่มนี้เมื่อเติบโตขึ้น จะกลายเป็นคนที่ขาดวินัย มีนิสัยปัดความรับผิดชอบ ไม่ยอมรับความผิดของตนเองและชอบโทษคนอื่น

4) ค่านิยม “วัตถุทดแทนเวลาที่หายไป” ความกดดันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้พ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องช่วยกันทำงานเพื่อหารายได้มาใช้จ่ายในครอบครัว พ่อแม่จึงมักชดเชยเวลาด้วยการตามใจลูกปรนเปรอลูกด้วยวัตถุ และไม่ได้รับการส่งเสริมในเรื่องวินัยหรือทักษะต่างๆ ซึ่งเด็กจะกลายเป็นคนว้าเหว่ขาดความอบอุ่นขาดความเชื่อมั่นในตนเองมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม รวมทั้งอาจมีการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพื่อเรียกร้องความสนใจ เช่น ติดยาเสพติดทะเลาะวิวาท


พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

จะเห็นได้ว่า 4 ค่านิยมร้ายของพ่อแม่ ส่งผลกระทบต่อลูกอย่างคาดไม่ถึง ทำให้เด็กมีปัญหาด้านพัฒนาการ พฤติกรรม และการเรียนรู้ ที่จะก่อให้เกิดปัญหาคุณภาพชีวิต ปัญหาครอบครัว และส่งผลต่อสังคมโดยรวม

ดังนั้น ทางสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ได้จัดทำเป็นหนังสือ “วิกฤติปฐมวัยไทยและแนวทางแก้ไข”และได้นำประเด็นวิกฤติสำคัญดังกล่าวมาจัดทำเป็นคู่มือแนะนำแนวทางปฏิบัติเล่มย่อยอีก 4 เล่ม ได้แก่ 1) การพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นองค์รวม 2) การสร้างวินัยสำหรับเด็กปฐมวัย 3) การส่งเสริมความสามารถทางภาษาเด็กปฐมวัย และ4) การใช้สื่อเทคโนโลยีสำหรับเด็กปฐมวัย

สำหรับเนื้อหาในหนังสือ “วิกฤติปฐมวัยไทยและแนวทางแก้ไข” และคู่มือทั้ง 4 เล่มนี้ได้แนะแนวทางในการดูแลและพัฒนาเด็กอย่างเหมาะสมไว้ดังนี้ โดย พัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม คือพัฒนาทุกด้านไปพร้อมกันอย่างสมดุลทั้งร่างกาย อารมณ์และจิตใจ สังคม และสติปัญญา เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระ เหมาะสมกับวัย และสอดคล้องกับสิ่งที่เด็กสนใจ มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ การสร้างวินัยสำหรับเด็กปฐมวัย ควรฝึกหัดตั้งแต่เด็กยังเล็กการเลี้ยงลูกแบบปกป้องตามใจอย่างไร้ขอบเขตขาดการอบรมสั่งสอน หรือการใช้วิธีลงโทษที่รุนแรง ทำให้ลูกเกิดความรู้สึกด้านลบและต่อต้าน ควรหันมาใช้การสร้างสรรค์และใช้วินัยเชิงบวกแทน โดยพ่อแม่ควรให้ความใกล้ชิดอบอุ่น สร้างสัมพันธภาพอันดีให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ควรมีการวางกรอบกติกาปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ฝึกฝนจนเป็นกิจนิสัย อบรมและให้เหตุผลแก่เด็กในสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ รวมทั้งสอนให้เห็นคุณค่าของการปฏิบัติที่ถูกต้อง นอกจากนี้เนื้อหายังเน้นเรื่องการส่งเสริมทักษะอย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับวัย

และสุดท้ายสำคัญมากในยุคนี้ การเลือกสื่อเทคโนโลยี ใช้อย่างไรให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเลต คอมพิวเตอร์ ล้วนเป็นเทคโนโลยีอันเป็นประตูสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ แต่ไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็ก การใช้เครื่องมือเป็นเพื่อนเล่น เพื่อให้ลูกเงียบ ไม่กวน แต่ขาดการใช้เวลาร่วมกับลูก จะส่งผลกระทบทางลบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพเพราะด็กไม่ได้เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย สมองไม่ได้รับการส่งเสริมทักษะด้านอื่นๆ ทำให้เกิดพฤติกรรมรุนแรง ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ดังนั้นพ่อแม่จึงควรให้ใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีความจำเป็นเท่านั้นและเลือกใช้ให้เหมาะกับวัย จำกัดเวลาการใช้ ไม่ให้เด็กใช้สื่อเทคโนโลยีตามลำพัง และต้องไม่ใช้เพื่อทดแทนการเล่นและการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

ซึ่งทางสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือและคู่มือทั้ง 4 เล่มนี้ จะสามารถช่วยแนะแนวทางการดูแลเด็กปฐมวัย ให้แก่พ่อแม่ ครู และผู้ปกครอง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการเด็กที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป สำหรับผู้ปกครองหรือโรงเรียนที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดหนังสือในรูปแบบดิจิทัลได้ที่ http://www.preschool.or.th”

Leave a comment