ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/298738

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สถิต ณ สรวงสวรรค์นิรันดร’ ภูมิโบราณราชประเพณี
พระเมรุมาศบุษบก ๙ ยอด
พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรในวันที่ ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งจะถึงอีกไม่กี่วันนี้เป็นการส่งพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ซึ่งเป็นโบราณราชประเพณีที่มีแนวทางปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ การสร้างพระเมรุมาศ การเชิญพระโกศพระบรมศพเพื่อถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง การเชิญพระบรมอัฐิ และพระบรมราชสรีรางคารกลับสู่พระบรมมหาราชวัง ดังนั้นภูมิโบราณราชประเพณีนี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ จากคตินิยมจากลัทธิไวษณพ ซึ่งนับถือพระวิษณุทรงเป็นใหญ่เหนือมหาเทพทั้งหลายในตรีมูรติ ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยราชวงศ์คุปตะประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓-๖ โดยกษัตริย์อินเดียในราชวงศ์นี้ส่วนมากนับถือลัทธิไวษณพ และทรงรับลัทธินี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยนับถือว่าการอวตารขององค์พระวิษณุหรือพระนารายณ์ ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญของลัทธิภควตา (Bhagavata) ที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์คุปตะและแผ่ความเจริญรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ ถึงแม้ว่าราชวงศ์คุปตะจะเสื่อมลงแล้ว ลัทธิไวษณพนี้ก็ยังคงอยู่จึงมีการเคารพบูชาปางอวตารของพระวิษณุหรือพระนารายณ์กันมาจนถึงวันนี้
การอวตารซึ่งมีความหมายว่าเป็น “การลงมา”เกิดเป็นมนุษย์ หรือ “การเข้าในร่างของมนุษย์” โดยเชื่อว่าพระนารายณ์หรือพระวิษณุได้เสด็จลงมาเกิดบนโลกมนุษย์เป็นภาคต่างๆ นั้น ก็เพื่อปราบยุคเข็ญที่เกิดขึ้นบนโลกให้หมดสิ้นไป ถือเป็นหน้าที่ปฏิบัติของมหาเทพพระองค์นี้ การอวตารของพระนารายณ์หรือพระวิษณุอวตารนั้นมาจากคัมภีร์ปุราณะซึ่งแต่งขึ้นหลังคริสต์ศตวรรษที่ ๖ แต่ละคัมภีร์ปุราณะได้กล่าวการอวตารไว้แตกต่างกันไปตามผู้ประพันธ์ โดยทั่วไปให้ความนับถือว่าพระนารายณ์หรือพระวิษณุมีการอวตารปางสำคัญอยู่ ๑๐ ปาง หรือ “ทศาวตาร” จากการอวตารที่มีจำนวนมากมายหลายสิบปางซึ่งมีเรื่องอยู่ในครุฑปุราณะ หากแบ่งเวลาของยุคในศาสนาฮินดูนั้นเป็นดังนี้ อวตารสี่ปางแรกของพระนารายณ์เกิดขึ้นในสัตยยุค สามปางต่อมานั้นเกิดขึ้นในไตรดายุค อวตารปางที่แปดเกิดขึ้นในทวาปรยุค ปางที่เก้าเกิดในกลียุค และปางที่สิบซึ่งเป็นปางสุดท้ายจะเกิดขึ้นเมื่อถึงปลายกลียุค การอวตารทั้งสิบของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ลัทธิไวษณพนั้นก็คือ (นับเวียนตามเข็มนาฬิกา) คือ มัตศยาวตาร (ปลา), กูรมาวตาร (เต่า),วราหาวตาร (หมูป่า), วามนาวตาร (พราหมณ์ค่อม), กฤษณวตาร(พระกฤษณะ), กัลกยาวตาร (อัศวินม้าขาว), พุทธาวตาร(พระโคตมพุทธเจ้า), ปรศุรามาวตาร (รามผู้ถือขวาน),รามจันทราวตาร (พระราม), นรสิงหาวตาร (นรสิงห์,คนครึ่งสิงห์)
คติพระรามจันทราวตารนั้นก็หมายถึงการจุติของพระนารายณ์ลงมาเป็นกษัตริย์ในโลกมนุษย์ ดังปรากฏพระนามที่เกี่ยวข้องกับพระมหาเทพพระองค์นี้อยู่หลายสมัย จากเรื่องไตรภูมิกถาของพระมหาธรรมราชาลิไทนั้นนับเป็นวรรณกรรมไทยเล่มแรกที่เป็นรากฐานให้มีการสร้างวรรณกรรม ศิลปกรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีในเรื่องโลกสัณฐานในสังคมไทย จนมีความเชื่อในเรื่องสวรรค์ เขาพระสุเมรุ ที่สถิตของพระมหาเทพหรือเทพเจ้า และสัตว์หิมพานต์ของจักรวาลในที่สุด แม้ต่อมาพุทธปรัชญาได้อาศัยคติไตรภูมินั้นมาเป็นสัญลักษณ์แทนการลำดับชั้นตามสภาวธรรม และเปลี่ยนสาระสำคัญให้แสดงความจริงแท้ตามหลักพุทธธรรมก็ตาม ให้ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าสร้างโลกนั้นเป็นเรื่องกฎแห่งกรรม สรรพสิ่งเป็นไปตามเหตุและผลต่อเนื่องกันมาเป็นภาวะนิรันดร เป็นความไม่คงที่แน่นอนหรืออนิจจังแทน ด้วยเหตุนี้กษัตริย์ตามคติเทวราชานั้น จึงหมายถึงบุคคลที่ได้บำเพ็ญคุณธรรมความดีจนเชื่อว่าเป็นเทพเจ้า แล้วจึงจุติมาเป็นพระมหากษัตริย์หรือพระราชาธิราชนั้นเป็นสมมติเทวราช ที่ได้จุติลงมายังโลกภูมิเพื่อครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม การสวรรคตหรือสิ้นพระชนม์นั้นจึงเป็นการเสด็จสู่สรวงสวรรค์และสถิตอยู่จนชั่วนิรันดรนั่นเอง