ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/298747

pet care : พยาธิที่สำคัญและพบได้บ่อยในน้องแมวน้องหมา (ตอนที่ 1)
เจ้าของสุนัขและแมวส่วนใหญ่มักมีข้อสงสัยว่า ในกรณีที่เลี้ยงสัตว์ไว้ในบ้าน ในห้องนอน หรือคลุกคลีใกล้ชิดกับคนนั้น เราควรจะต้องระมัดระวังเรื่องอะไรบ้าง นอกจากโรคพิษสุนัขบ้าและโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับพยาธิในทางเดินอาหารก็เป็นเรื่องที่เกิดคำถามขึ้นในใจของผู้เลี้ยงหลายๆ ท่าน วันนี้เรามาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับคำถามดังกล่าวกัน ผมมีข้อมูลดีๆ จาก ผศ.สพ.ญ.ดร.วรพรสุขุมาวาสี จากหน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาฯ มาฝากครับ
@ พยาธิที่พบได้บ่อยในน้องหมาและน้องแมวมีอะไรบ้าง?
พยาธิที่สามารถพบในสุนัขและแมวมีทั้ง “พยาธิตัวกลม” และ “พยาธิตัวแบน” ซึ่งชนิดที่พบได้บ่อยที่จะคุยกันในครั้งนี้ จะเป็นกลุ่มพยาธิตัวกลม อันได้แก่
1.พยาธิปากขอ ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่หลายชนิด บางชนิดสามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในสุนัขและแมวด้วย
2.พยาธิไส้เดือน ซึ่งก็มีชนิดที่อาศัยอยู่เฉพาะในสุนัข และบางชนิดก็อาศัยอยู่เฉพาะในแมว รวมถึงชนิดที่สามารถพบได้ในทั้งในสุนัขและแมวอีกด้วย (ซึ่งพยาธิไส้เดือนชนิดนี้ จะพบได้ไม่บ่อยในประเทศไทย)
@ พยาธิปากขอและพยาธิไส้เดือนก่อให้เกิดอันตรายอย่างไรกับสัตว์เลี้ยงได้บ้าง
ตัวเต็มวัยของพยาธิทั้งสองชนิดอาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก โดยที่…
1.พยาธิปากขอ พยาธิชนิดนี้จะมีฟันที่แหลมคม และมีกระพุ้งแก้มที่ใหญ่ ซึ่งจะทำให้พยาธิสามารถ “งับ” เยื่อบุผนังลำไส้จนเป็นแผลได้รวมถึงสามารถเปลี่ยนตำแหน่งที่เกาะ และดูดเลือดของสุนัขและแมวเป็นอาหาร ทำให้สัตว์เสียเลือด เกิดปัญหาโลหิตจาง น้ำหนักลดลง ท้องเสียแบบมีเลือดสีดำปนในอุจจาระ

สำหรับ “ลูกสัตว์” ที่มีพยาธิปากขอในลำไส้จำนวนมาก อาจทำให้สัตว์ตายได้จากการเสียเลือดและท้องเสียอย่างรุนแรง
พยาธิปากขอสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้ง “การกิน” และ “การไชผ่านผิวหนัง” ลูกสัตว์ที่ “กิน” ตัวอ่อนของพยาธิเข้าไปนั้นในช่วงแรกพยาธิจะเคลื่อนที่ไปที่ “ปอด” เป็นอวัยวะแรก ก่อนที่เคลื่อนที่ไปเจริญเติบโตที่“ลำไส้เล็ก” จึงทำให้มีอาการของ “ระบบทางเดินหายใจ” เช่น ไอ น้ำมูกไหลมีไข้ หรือมีอาการปอดบวมได้ นอกจากนี้ ตัวอ่อนของพยาธิสามารถ “ไชผ่านผิวหนัง” จึงอาจพบอาการผิวหนังอักเสบ แดง คัน เป็นผื่นนูนได้ตามง่ามเท้าได้
2.พยาธิไส้เดือน มักพบปัญหาของโรคที่รุนแรงได้ในลูกสุนัขเช่นกัน เนื่องจากตัวอ่อนของพยาธิจำนวนมากสามารถผ่านจากแม่สุนัขไปยังลูกได้ผ่านทาง “รก” ในขณะที่อยู่ในท้องแม่สัตว์ โดยในลำดับแรกตัวอ่อนของพยาธิจะเคลื่อนที่ผ่านตับและปอดของลูกสัตว์ ก่อนไปพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยในลำไส้ ทำให้ลูกสัตว์ที่ติดพยาธิมีค่าการทำงานของตับที่สูงขึ้นกว่าปกติ มีอาการปอดบวม และเสียชีวิตเฉียบพลันได้ขณะที่มีอายุเพียง 2-7 วัน ซึ่งหากติดเชื้ออย่างรุนแรงแต่ไม่เสียชีวิต เราจะพบว่า นอกจากจะมีอาการท้องเสีย อาเจียน ไอ ท้องผูก และมีน้ำมูกแล้ว ยังพบอาการท้องมาน (น้ำในช่องท้อง) เบื่ออาหาร และโลหิตจางในลูกสุนัขที่มีอายุประมาณอายุ 2-3 สัปดาห์ได้อีกด้วย
พยาธิไส้เดือนเป็นพยาธิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสัตว์เลี้ยง พยาธิจะแย่งอาหารจากลำไส้ ลูกสุนัขและแมวที่มีพยาธิจำนวนมาก จะเบื่ออาหาร ซูบผอมแต่ท้องป่อง ลำไส้อุดตัน อาจทำให้ลำไส้แตก ช่องท้องอักเสบ และเสียเลือดมากได้
สำหรับแมวนั้น การติดเชื้อช่วงแรก พยาธิจะเคลื่อนผ่านตับและปอดเช่นกัน ซึ่งทำให้มีอาการลำไส้อักเสบร่วมกับท้องเสีย อาเจียน โลหิตจาง และเบื่ออาหาร ในการเคลื่อนที่ของพยาธิตัวเต็มวัยผ่านกระเพาะอาหารจะสร้างความระคายเคืองแก่เยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้สัตว์อาเจียนและพบตัวพยาธิที่ยังมีชีวิตถูกขับออกมาพร้อมกับอาหารได้ ซึ่งเป็นอาการเด่นที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในแมว
สัปดาห์หน้า เรามาคุยกันถึงการติดต่อและระยะเวลาในการเติบโตของพยาธิในสัตว์จนสามารถตรวจพบได้ในอุจจาระ รวมถึงผลกระทบที่มีต่อระบบต่างๆ ในร่างกายของสัตว์เลี้ยงกันครับ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย