ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/299023

ทอล์กสร้างแรงบันดาลใจ เปลี่ยนแนวคิด ชีวิตเปลี่ยน
ภานุภน บุลสุวรรณ และ วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์
ถึงเวลาเปลี่ยนมุมมองความคิดสำหรับโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โลกที่ไม่เหมือนเดิม ล่าสุด TEDxChulalongkornUโดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน TEDxChulalongkornU หนึ่งในงานทอล์กสร้างแรงบันดาลใจระดับโลก ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “Strive Forward : The World is Changing, Are You?” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ถ่ายทอดศิลปะแห่งการปรับมุมมองแนวคิด ปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้ฟังจากโลกใบเดิม พร้อมเติมพลังบวกด้วยไอเดียใหม่ๆ เพื่อการเตรียมพร้อมสู่อนาคตที่ดีกว่า ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์วัน
ส่วนหนึ่งของผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้จุดประกายแนวคิดใหม่ๆ ได้อย่างน่าสนใจ เริ่มที่แพทย์หญิงนาฏ ฟองสมุทร ผู้ให้ความสำคัญด้านการดูแลผู้สูงอายุในไทย ที่ชวนผู้ฟังร่วม “เกษียณอย่างเกษม” เผยว่า “จากที่ปู่ย่าเคยดุลูกหลาน อย่าก้มหน้าก้มตาเล่นแต่โทรศัพท์มือถือ แต่วันนี้เสียงเตือนจากเฟซบุ๊คและไลน์ก็มาจากโทรศัพท์ของคุณปู่คุณย่า คนเกษียณ ต้องไม่คิดว่าตัวเองไร้ค่า เป็นเมล์ป้ายสุดท้าย จริงแล้วช่วงนี้เป็นโอกาสทอง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำอะไรใหม่ๆ สิ่งท้าทายที่ไม่เคยทำมาก่อนในช่วงทำงาน เลิกขังตัวเองอยู่ในบ้าน เลิกคิดว่าแก่ ออกนอกกรอบ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เลิกวิตกกังวลว่าจะเป็นภาระลูกหลาน เพราะทุกวันนี้กว่า 90% ของครอบครัวไทย ก็ยังอยากจะอยู่ด้วยกัน ดูแลกันไป มีปู่ย่า พ่อแม่ ลูกหลานอยู่ด้วยกัน
ยิ่งปัจจุบันนี้ ลูกหลานก็ยิ่งไม่ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจว่าจะดูแลให้ดีอย่างไร เพราะโลกที่เปลี่ยนไป มีตัวช่วยมาก ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพบ้านให้เหมาะสมกับผู้สูงวัย ติดตั้งเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมนอกบ้าน ที่มีให้เลือกมากมาย ฟิตเนสฝึกสมองของผู้สูงอายุ ชมรมรำมวยที่สวนลุมพินี ชมรม OPPY หรือ Old People Playing Young Club คลับแห่งความสุขของผู้สูงวัยหัวใจไฮเทค ฯลฯ แค่คิดบวก ลืมความแก่ ทำกิจกรรมใหม่ๆ เพียงแค่นี้ ผู้เกษียณสุขกาย ลูกหลานสบายใจ ครอบครัวไทยอยู่อย่างแฮปปี้ และก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน”
ส่วน อภิรัตน์ หวานชะเอม ผู้นำโปรเจกท์“บีคอน อินเตอร์เฟส” (Beacon Interface) นวัตกรรมที่มีคุณค่าต่อสังคม ที่เปิดแสงสว่างธุรกรรมการเงินแก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น ภายใต้แนวคิด I See You และได้รับรางวัลฟินเทคเฟสติวัลที่สิงคโปร์และซิตี้กรุ๊ปมาแล้ว เผยว่า “ปัจจุบันไทยมีคนตาบอดเฉพาะที่ขึ้นทะเบียนกว่า 200,000 คน คนสายตาเลือนรางมากกว่าคนตาบอดถึง 2 เท่า ถ้ารวมกับผู้สูงอายุที่จะมีมากถึง 20% ในปี 2564 จะทำให้คนไทย 100 คน มีผู้บกพร่องทางการมองเห็นถึง 22.3 คน
วันนี้ โมบาย เฟิร์สตอบโจทย์ชีวิตหลายด้าน และในไม่ช้าอาจมีแค่โมบาย โอนลี่(Mobile Only) โดยเฉพาะหน้าจอที่เป็นระบบสัมผัส ทำให้ผู้ที่บกพร่องทางการมองเห็นใช้ชีวิตได้ยากลำบากขึ้น วันนี้ บีคอน อินเตอร์เฟส จึงได้เกิดขึ้นด้วยการทำงานของการสั่งด้วยเสียงและระบบสั่น ไม่ต้องมองหน้าจอไม่ต้องให้บุคคลที่ 3 ได้รับรู้ข้อมูลส่วนตัว เป็นแพชชั่นของการสร้างงานที่มีคุณค่า ไม่ใช่เทคโนโลยีที่สร้างขึ้นเพื่อผลกำไร หรือเพื่ออำนาจในการแข่งขัน แต่เป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยเติมเต็มความเป็นคน ความเท่าเทียมกัน ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น สามารถพัฒนาสังคมได้อย่างเท่าเทียม ผมหวังว่า บีคอน อินเตอร์เฟส จะนำไปสู่สังคมที่เห็นความสวยงามของความต่าง จากนี้ I See You จะไม่ใช่การมองเห็นด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการมองด้วยความรักและความเข้าใจ”
วิภาวี คุณาวิชยานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งDesign for Disaster องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่จะช่วยรับมือกับภัยพิบัติ กล่าวว่า “เพียงแค่เราเปลี่ยนมุมมอง ประยุกต์การใช้งานของสิ่งที่มีอยู่รอบตัว ก็ช่วยให้เรารับมือกับภัยพิบัติได้ เช่น เวลาเกิดน้ำท่วม กะละมังพลาสติกที่มีอยู่ในบ้านนำมาผูกรวมกัน ใช้ราวตากผ้าเป็นฐานและคลุมด้วยแหให้ยึดติดกัน ใช้แทนเรือและนำตะหลิวมาเป็นไม้พาย,โต๊ะเขียนหนังสือ แค่หงายโต๊ะ เปลี่ยนการใช้งานแทนเรือ ติดหางเสือเพิ่ม หรือขวดพลาสติกใส่น้ำ ที่มีทิ้งไว้ในบ้าน นำมารวมกันใส่แห ผูกด้วยเชือกฟางใช้แทนทุ่นลอยน้ำ และเชื่อว่าก้าวต่อไปสำหรับการรับมือภัยพิบัติ เพียงคุณเปลี่ยนมุมมอง นำของธรรมดาในบ้านมาดัดแปลงใช้ประโยชน์ และร่วมมือร่วมใจกันก็จะช่วยให้เราผ่านพ้นเหตุการณ์ต่างๆ ไปได้ค่ะ”
พรทวี หอมเสมอ แชมป์ขิมคุณพระช่วย4 สมัย และรางวัลพระราชทานศรทอง จาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เผยว่า “สิ่งที่ทุกคนทำได้เพื่อรักษาของดีอย่างดนตรีไทยให้อยู่คู่กับคนไทย ก็คือ การฟังดนตรีไทยด้วยหัวใจที่ให้โอกาส ให้ดนตรีไทยมีพื้นที่ในสังคม เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถรักในแบบคนรุ่นใหม่ ซึ่งอาจมีการปรับแต่งให้ร่วมสมัย เล่นได้อย่างมีความสุขและส่งต่อคนรุ่นต่อไป เลิกตีกรอบว่าจะต้องเล่นดนตรีรูปแบบดั้งเดิม ที่ยาก ทำให้คนรุ่นใหม่ ไม่อยากเล่น หรือไม่อยากแม้แต่จะเข้าใกล้ และอยากให้สื่อทุกประเภท มีโอกาสสัมผัส หรือทำความรู้จักดนตรีไทยเสียใหม่ เพื่อสื่อภาพลักษณ์ว่าเป็นศิลปะที่บ่งบอกความเป็นชาติ ทรงคุณค่า มีท่วงทำนองสละสลวย แทนการสื่อว่าเป็นเรื่องเชย หรือเป็นแค่ความบันเทิงของคนรุ่นเก่า รุ่นคุณปู่ คุณย่าค่ะ”
วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ และ ภานุภนบุลสุวรรณ 2 เชฟหนุ่มผู้หลงใหลในธรรมชาติและการปรุงแต่งอาหาร เผยเรื่องราว “เส้นทาง ของนักปรุง” ของทั้งคู่ว่า “เรา 2 คนต้องขอบคุณหมูจากหินลาดใน ที่ปกาเกอะญอ เพราะจากที่นั่นเราได้กินและปรุงอาหารจากเนื้อหมู ที่นำทุกส่วนมาใช้อย่างคุ้มค่า ทิ้งให้น้อยที่สุด เพื่อการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน และยังได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติสร้างสิ่งที่ดีที่สุดไว้แล้ว เหลือแค่เราซึ่งเป็นผู้ปรุง ผมเชื่อว่า แหล่งที่มาของอาหารมีความสำคัญและส่งผลต่อรสชาติแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ระบบนิเวศต่างๆ ผมใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบโดยเฉพาะจากธรรมชาติและตามฤดูกาลให้มากที่สุด ผมไปตลาดทำความรู้จักกับวัตถุดิบท้องถิ่นและนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ การปรุงอาหารสำหรับผมนั้นเป็นแค่ผู้ส่งสาร หรือผู้นำสิ่งดีๆ จากธรรมชาติมาประกอบเข้าด้วยกัน ทุกวันนี้เรา 2 คน ก็ยังคงเดินทางไปยังชุมชนต่างๆทั่วประเทศ เพื่อพบปะกับชาวบ้าน ไปให้กำลังใจไปสร้างความภูมิใจในสิ่งที่เขามี ไปช่วยส่งเสริมและแก้ไขจุดเด่นและจุดด้อย รวมถึงเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนผลิตวัตถุดิบและคนประกอบอาหาร สำหรับพวกเราเรื่องกินเรื่องใหญ่แต่จะกินอย่างไรให้ดีต่อเราและดีต่อโลก”
ส่วน มีนา อิงค์ธเนศ นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนคนรุ่นใหม่ กับคำถาม “A Lonely Guide for a Workaholic?” ผู้ค้นพบความจริงว่า ความสมบูรณ์ของชีวิตไม่ได้เกิดจากความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่คือ ความสุขที่เกิดจากสมดุลชีวิต เผยว่า “มีนาชอบทำงาน เรียกว่าบ้างานก็ได้ ตอนนี้เป็นประธานฝ่ายนานาชาติสัมพันธ์ ในองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ กรรมการงานฟุตบอลประเพณี ฯลฯ เพราะไม่ชอบอยู่นิ่ง และมีความเชื่อว่าความสำเร็จมีค่าเท่ากับความสุข มีนาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากๆ ก็เมื่องานของเราสำเร็จลุล่วง จนวันหนึ่งคุณแม่ชวนปาร์ตี้ร่วมกับครอบครัว แต่เราปฏิเสธไป มองว่าการสังสรรค์ของครอบครัวเป็นเรื่องเสียเวลา จนคุณแม่บอกว่าตลอดทั้งสัปดาห์ เราคุยกันไม่ถึงชั่วโมง ทำให้รู้สึกเสียใจที่มองเห็นเรื่องของเราสำคัญที่สุด ทั้งๆ ที่คนรอบข้าง คือคนที่รักเราและพร้อมจะเป็นที่พึ่งพา วันนี้เราเปลี่ยนมุมมองรู้เวลาไหนทำงานและเวลาส่วนตัว ความสำเร็จเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่จำเป็นต้องอยู่ลำพัง แต่ความสำเร็จที่มีคนที่รักเราและคนที่เรารักอยู่เคียงข้างนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ค่ะ”
ติดตามชมคลิปวีดีโอแบบเต็มๆ ในงาน TEDxChulalongkornU ย้อนหลังได้ทาง Youtube พิมพ์คำว่า TEDxChulalongkornU ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป