บี มาย เกสท์ : ‘ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป’ ด้วยใจภักดิ์ นักเรียนทุนของพ่อ ผศ.ดร.วรภรรณ เรืองผกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/299721

บี มาย เกสท์ : ‘ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป’ ด้วยใจภักดิ์ นักเรียนทุนของพ่อ ผศ.ดร.วรภรรณ เรืองผกา

บี มาย เกสท์ : ‘ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป’ ด้วยใจภักดิ์ นักเรียนทุนของพ่อ ผศ.ดร.วรภรรณ เรืองผกา

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การถูกปลูกฝังจากครอบครัวให้มีความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เท่ากับการได้เห็นภาพที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงงานหนักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศมาตลอดรัชสมัย ทำให้ ผศ.ดร.วรภรรณ เรืองผกา อาจารย์ประจำวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยมิต้องให้ใครมาบอกเล่า และเมื่อเธอได้รับพระมหากรุณาธิคุณโดยตรงกับตัว คือการได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 8 ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล ประจำปี พ.ศ.2541 นั่นยิ่งทำให้เธอตั้งปณิธานว่าจะทำคุณประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง เพื่อเป็นการทดแทนพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ในฐานะ “นักเรียนทุนของพ่อ” จนกว่าชีวิตนี้จะหาไม่

ผศ.ดร.วรภรรณ เรืองผกา เล่าย้อนถึงการได้เป็นนักเรียนทุนของพ่อให้ฟังว่า “การได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล นับเป็นมงคลสูงสุดของชีวิตนักเรียนคนหนึ่ง สำหรับทุนอานันทมหิดลแผนกเกษตรศาสตร์ เมื่อ 20 ปีก่อนนั้นมี คณะกรรมการสรรหาทำหน้าที่ในการคัดเลือกผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นผู้มีคุณสมบัติดีเด่นทั้งด้านวิชาการและคุณธรรม ในปีพ.ศ. 2539 ตอนนั้นดิฉันอายุเพิ่ง 20 ปี ดิฉันเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (เหรียญทอง)จากภาควิชาบัญชี คณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตรฯ และได้เข้าทำงานที่ เอินส์ท แอนด์ ยัง (ประเทศไทย) วันหนึ่งดิฉันได้รับการทาบทามจากคณะกรรมการสรรหาของมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกเกษตรศาสตร์ ว่าให้เข้าสอบสัมภาษณ์เพื่อชิงทุนอานันทมหิดล ประจำปีพ.ศ.2540 ดิฉันดีใจมาก เพราะไม่เคยคาดหวังมาก่อนว่าจะมีโอกาสแบบนี้

เมื่อถึงการประกาศผลการคัดเลือก ดิฉันได้รับแจ้งผลว่า “ปีนี้คุณไม่ได้ไปนะ” ดิฉันได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่เสียใจ เพราะแค่ได้รับทาบทามและเข้าสอบสัมภาษณ์ดิฉันก็ปลาบปลื้มมากแล้ว หลังจากนั้นดิฉันจึงตัดสินใจสอบชิงทุนทบวงมหาวิทยาลัยเพื่อไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท-เอกและเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่ ม.เกษตรฯ จนมาปีพ.ศ.2541 ขณะที่เป็นอาจารย์ที่ม.เกษตรฯและรอที่จะไปศึกษาต่อด้วยทุนทบวงมหาวิทยาลัย ดิฉันได้รับการเชิญจากคณะกรรมการสรรหาของมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกเกษตรศาสตร์ ให้ไปแสดงตนในวันสอบสัมภาษณ์อีกครั้ง การไปในครั้งนี้คณะกรรมการไม่ได้เชิญให้เข้าสอบสัมภาษณ์แต่อย่างใด แต่ดิฉันกลับได้รับการแจ้งผลว่า “ปีนี้คุณได้ไปนะ” ดิฉันก็เลยถามกลับไปว่าดิฉันไม่ได้สอบสัมภาษณ์ในปีนี้ แต่ทำไมจึงได้รับได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลในปีนี้ คำตอบคือ ปีพ.ศ. 2540 ในแผนกเกษตรศาสตร์มีคนที่ได้คะแนนสัมภาษณ์เท่ากันสองคน แต่ด้วยความที่ดิฉันอ่อนอาวุโสกว่า ทางมูลนิธิฯ จึงให้โอกาสผู้มีอาวุโสสูงกว่าไปก่อน แล้วจึงให้ทุนฯ ดิฉันไปปีพ.ศ. 2541 แทน แค่ได้ฟังเท่านี้มันเกิดความปลื้มปีติเป็นล้นพ้น บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้เลย”

ผศ.ดร.วรภรรณ ในวัย 22 ปี ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกเกษตรศาสตร์ ประจำปีพ.ศ.2541 ได้เดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาระบบสารสนเทศทางการบัญชี และระดับปริญญาเอกสาขาระบบสารสนเทศทางธุรกิจ จาก Utah State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายหลังสำเร็จการศึกษาได้เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อถวายรายงานผลการศึกษาระดับปริญญาเอก ซึ่งพระองค์ท่านมีรับสั่งกับ ผศ.ดร.วรภรรณ และเธอยังจำทุกถ้อยคำที่พระองค์ท่านรับสั่งได้ไม่ลืมเลือน

“สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงมีรับสั่งว่า “วรภรรณ เป็นอาจารย์ใช่ไหม เราจำได้ ขอให้เป็นอาจารย์ต่อไปนะ เพื่อนำเอาความรู้ที่เราส่งให้ไปเรียนกลับมาถ่ายทอดต่อ พัฒนาประเทศชาติ พัฒนาคน” ซึ่งดิฉันรับใส่เกล้าฯ และเป็นอาจารย์มาถึงวันนี้ 10 กว่าปีแล้ว สอนหนังสือในระดับอุดมศึกษา สอนทั้งนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี โท และเอก ซึ่งในการทำงานหน้าที่เป็นอาจารย์นั้น ดิฉันพยายามใช้ประสบการณ์ความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมาด้วยการสนับสนุนจากพระองค์ท่าน เพื่อดิฉันจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาคนอันเป็นกำลังสำคัญของชาติ ดิฉันก็ได้น้อมนำคำสอนและหลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการเรียนการสอนด้วย ตั้งใจที่จะปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่นิสิต นักศึกษา โดยสอดแทรกไปในการสอน เพื่อให้พวกเขามีหลักคิดในการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการทำงานในอนาคต เพราะในวันหนึ่งที่พวกเขาจบการศึกษาออกไปเขาหล่านั้นจะได้เป็นพลังสำคัญในการใช้คุณธรรมนำความรู้เพื่อพัฒนาประเทศของเราให้ยั่งยืนสืบต่อไป”

ไม่เพียงแต่งานสอนหนังสือ ผศ.ดร.วรภรรณ ยังได้มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถในฐานะนักวิจัยในการทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณ อาทิ ผู้ร่วมวิจัยในโครงการถอดบทเรียนกระบวนการจัดการองค์ความรู้และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาโครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ จังหวัดน่าน ของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา และที่ปรึกษาด้านแผนธุรกิจให้กับโครงการพัฒนาพื้นที่ของมูลนิธิชัยพัฒนา (นาบัว) จ.ราชบุรี เป็นต้น

“ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็น Role Model ในการทำดีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การเป็นผู้ให้ เป็นผู้เมตตา เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน พระองค์ทรงทำหน้าที่ของพระองค์ได้อย่างดีที่สุดในทุกๆ หน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของลูกที่มีต่อพ่อแม่ หน้าที่ของการเป็นหัวหน้าครอบครัว และหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันยึดปฏิบัติตามในการรู้หน้าที่ของตน และพิจารณาตนเองอยู่เสมอว่าได้ทำหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าเราก็เป็นคนธรรมดาคงไม่สามารถทำทุกอย่างได้อย่างที่พระองค์ท่านทรงทำ เราจึงต้องมีการตรวจสอบตนเองว่าวันนี้เราทำหน้าที่ของเราได้ดีแค่ไหน ถ้ามีตรงไหนยังบกพร่องก็ต้องแก้ไขเพื่อให้ดียิ่งขึ้น”

แม้วันนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่สำหรับ ผศ.ดร.วรภรรณ เชื่อว่าพระองค์ท่านจะประทับอยู่สรวงสวรรค์และทอดพระเนตรลงมา เพื่อดูแลพสกนิกรของพระองค์ท่าน

“พระองค์ท่านมิได้มุ่งหวังสิ่งใด นอกจากต้องการเห็นพสกนิกรของพระองค์ อยู่ดีกินดี มีความสุข มีความรักสามัคคี และช่วยพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป สำหรับตัวดิฉันเองในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนคนหนึ่งที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ได้ตั้งจิตปณิธานแล้วที่จะทำงานสนองคุณแผ่นดินให้สมกับที่ได้เป็นนักเรียนทุนของพ่อ และภาวนาจิตเสมอว่าขอให้ได้เกิดมาใต้พระบรมโพธิสมภาร ได้เป็นข้ารองพระบาทของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อีกครั้ง”

Leave a comment