ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/300013

หลอมดวงใจแห่งความจงรักภักดี ถวายดอกไม้จันทน์ น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ภาพที่เห็นคือ พสกนิกรชาวไทยหลั่งไหลจากทั่วสารทิศ เดินทางมาถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดีกันอย่างล้นหลาม ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเกินจะพรรณนา
ภายในวัดที่ถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ถวายดอกไม้จันทน์ และพระเมรุมาศจำลองทุกแห่งในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ คราคร่ำไปด้วยผู้คนทุกเพศ ทุกวัย มาเข้าแถวรอคิวกันยาวเหยียดจนสุดลูกหูลูกตา โดยเฉพาะบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวงมีพสกนิกรประมาณ 157,000 คน และด้านนอกที่รอจะผ่านจุดคัดกรองอีกประมาณ 200,000 คน แม้จะต้องใช้เวลาในการรอคอยนานสักแค่ไหน จะยืนตากแดดตากฝน จนเปียกปอนเพียงใด พสกนิกรของพระองค์ทุกคนต่างมีหัวใจแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียว ที่จะร่วมถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อกราบทูลลาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยน้ำตานองหน้า

หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานประกอบพิธีถวายดอกไม้จันทน์ พร้อมกับผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการ ณ ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรทรงเป็นดวงใจของคนไทยทั้งชาติ การที่เราสูญเสียพระองค์ท่านในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต่างเสียใจ และนับว่าเป็นประวัติศาสตร์แห่งชีวิตของคนไทยทุกคนที่เราได้เกิดมาในรัชสมัยของพระองค์ท่าน โดยพระองค์ทรงบำเพ็ญคุณประโยชน์เป็นอเนกอนันต์ที่เป็นตัวอย่างให้กับชนรุ่นเรา และรุ่นต่อๆ ไป ฉะนั้นพวกเราทุกคนต้องช่วยกันจารึกและจดจำ ทั้งเรื่องศาสตร์ของพระราชา เรื่องพระราชจริยวัตร ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความพอเพียง ความเพียร ที่ลูกหลานเยาวชนไทยทุกคนมีความภาคภูมิใจ อีกทั้งต้องช่วยกันสืบสานพระราชปณิธานนี้ให้ดำรงอยู่ในชาติบ้านเมืองของเราต่อไป”
นี่คือเสียงส่วนหนึ่งของความจงรักภักดีและคิดว่าคงเป็นเสียงเดียวกันทั่วทั้งแผ่นดิน…ศิริวรรณ ภุมมาจันทร์ เล่าว่า “ดิฉันเป็นพสกนิกรคนหนึ่งที่ได้เดินทางไปวางดอกไม้จันทน์ ที่ พระเมรุมาศจำลอง สนามกีฬาธูปะเตมีย์ ซึ่งเดินทางไม่กี่กิโลเมตรจากบ้านนัก ถึงพระเมรุมาศ เวลา 11.15 น. ตอนนั้นท้ายแถวอยู่ลานจอดรถ.วัดลาดสนุ่น ลำลูกกา คลอง 1 ซึ่งก็ไกลจากพระเมรุมาศถึง 10 กิโลเมตร แต่ด้วยความที่ตั้งใจที่แน่วแน่และจงรักภักดีว่าจะต้องถวายดอกไม้จันทน์ให้ได้ ถึงแม้จะใช้เวลานานสักเพียงไหน ในที่สุดก็ได้ถวายดอกไม้จันทน์ เวลาประมาณ 21.00 น.รวมเวลาประมาณ 11 ชั่วโมง”

อดิศร วงศ์ศรศักดิ์ เลือกสถานที่ถวายดอกไม้จันทน์ ณ พระเมรุมาศจำลอง ลานคนเมือง บริเวณหน้าศาลาว่ากรุงเทพมหานคร เล่าว่า “ใช้เวลารอคอยนานถึง 12 ชั่วโมง 19 นาทีทีเดียว เริ่มมาเข้าคิวต่อแถวตั้งแต่เวลา O9.30 น. และได้ถวายดอกไม้จันทน์เวลา 21.49 น. โดยไม่มีความรู้สึกท้อแต่อย่างใด พระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชนมายาวนานตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ 70 ปี แม้จะต้องใช้เวลารอถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย นานกว่านี้ก็รอได้ และตั้งมั่นว่าจะเป็นคนดีคิดดี ทำดี ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาที่คุณอันหาที่สุดมิได้”
ชิตชนก ประสงค์ เผยว่า “ประชาชนหลั่งไหลเข้าไปถวายดอกไม้จันทน์กันมากมาย ที่ พระเมรุมาศจำลอง สนามกีฬาธูปะเตมีย์กองทัพอากาศ ดิฉันได้เดินทางไปถึง พระเมรุมาศจำลอง ตั้งแต่เวลา 09.30 น. หลังจากผ่านจุดคัดกรอง กว่าจะได้ถวายดอกไม้จันทน์ ก็เวลา 15.45 น. ขณะนั้นเกิดฝนตกหนัก แต่เมื่อมองไปที่แถวของประชาชนที่มาร่วมในพิธี ยังยืนรอเข้าแถวกางร่ม ตากฝน กันยาวเหยียดสุดตา ไม่ยอมถอยไปไหน จนวินาทีสุดท้าย นับเป็นภาพประทับใจที่ไม่รู้ลืมจริงๆ พอได้รับแผ่นพับที่แจกแล้วรู้สึกดีใจที่สุด”
ยินดี สุวรรณรักษา ซึ่งเดินทางไปกับกลุ่มเพื่อนๆ ที่ทำงานเดียวกัน เล่าด้วยความปลื้มปีติว่า “ได้ไปถวายดอกไม้จันทน์ที่ พระเมรุมาศจำลอง พระลานพระราชวังดุสิต ซึ่งกลุ่มของดิฉันไปถึงเวลาประมาณ 10.00 น. ใช้เวลาในการคัดกรองไม่นาน แต่หลังจากนั้นได้ใช้เวลาที่แสนยาวนานในการเข้าแถวรอเพื่อถวายดอกไม้จันทน์ ระหว่างที่ยืนต่อแถวผู้คนรอบข้างต่างอยู่ในอาการโศกเศร้า ฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย เจอทั้งแดดและฝน แต่ทุกคนและดิฉันไม่ย่อท้อ และปลาบปลื้มที่สุดมีโอกาสได้รับเสด็จฯ ในหลวงร.10 อีกด้วย และประมาณ 22.00 น. ได้เห็นฝูงนกกระยางสีขาวบินเป็นริ้วขบวนมุ่งหน้าไปทางพระเมรุมาศด้วย”

มนัสส์นันญ์ เป๋าอยู่ หนึ่งในจิตอาสาเฉพาะกิจ แผนกงานดอกไม้จันทน์ และเชิญพานของชำร่วย ณ พระลานพระราชวังดุสิต เล่าด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจว่า “รู้สึกเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลอย่างหาที่สุดมิได้ และตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เข้าร่วมงานพิธีสำคัญครั้งนี้ และได้รับเลือกเป็นจิตอาสาช่วยงาน ตั้งแต่วันที่ 25-26 ต.ค. ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9 ได้เห็นประชาชนนับไม่ถ้วนมาร่วมไว้อาลัย “พ่อหลวง” เป็นครั้งสุดท้าย อยู่ๆน้ำตาก็ไหลเอ่อออกมาไม่รู้ตัว โดยรวมระยะเวลาปฏิบัติงานตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน แม้จะเหนื่อยแต่ภาคภูมิใจหลังจากปฏิบัติงานเสร็จ ก็มีโอกาสได้ถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความจงรักภักดี และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของในหลวง ร.9”
หทัยทิพย์ ศรีขำ เล่าว่า “เดินทางไปร่วมพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ณ วัดมัชฌันติการาม(วัดน้อย) ซอยวงศ์สว่าง 11เดินทางถึงวัดประมาณเวลา 15.30 น.ได้ถวายดอกไม้จันทน์ในเวลา 19.30 น. บรรยากาศคับคั่งไปด้วยประชาชนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพื่อน้อมสักการะถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะยืนต่อแถวใช้ระยะเวลานานเพียงใดก็ไม่รู้สึกเหนื่อย และเฝ้ารออย่างมีหวัง ทั้งยังเห็นผู้สูงอายุ และเด็กเล็กๆ ที่มายืนรอคิวเพื่อถวายดอกไม้จันทน์ด้วยความจงรักภักดี ก็อดปลาบปลื้มไม่ได้”

ปราณี สุขกระจ่าง และ ไพมณี จันทาพนักงานบัญชี เล่าว่า “ดิฉันและเพื่อนไปร่วมในพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ที่ พระเมรุมาศจำลอง พระลานพระราชวังดุสิต รอเข้าแถวที่สะพานชมัยมรุเชฐ เวลา 10.45 น. ผ่านจุดคัดกรองเวลา 11.15 น. และได้ถวายดอกไม้จันทน์ เวลา 16.20 น. ต้องบอกว่าเป็นเวลารอคอยที่ยาวนานที่สุดในชีวิต แต่กลับรู้สึกปลื้มปีติอยู่ในใจ ที่เห็นประชาชนยืนเข้าแถวอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและย่อท้อ ด้วยความจงรักภักดี ประทับใจในกลุ่มจิตอาสา ที่คอยดูแลให้กำลังใจ เสิร์ฟน้ำ อาหาร ยาดม สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นความทรงจำที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต”
ทิพวิมล จันทาทับ เดินทางมาร่วมถวายดอกไม้จันทน์ ที่ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร พร้อมด้วย ศุภกร รัตนโชคชัย และ เปี่ยมศักดิ์ สุวรรณ เล่าว่า “มายืนเข้าคิวรอตั้งแต่เวลา 15.00 น. กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. จึงได้ถวายดอกไม้จันทน์ แต่ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าเลย เพราะตั้งใจแล้วว่า จะมากราบลาพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย และถึงจะต้องรอนานกว่านี้ ก็พร้อมที่จะรอ เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยค่ะ”
นภาพร แจ่มจันทร์ เล่าว่า “มารอต่อคิวเพื่อถวายดอกไม้จันทน์ ที่ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร ตั้งแต่ 09.00 น. กระทั่งเวลา 12.00 น. ยังมีประชาชนในแถวที่รอก่อนหน้าอีกเป็นจำนวนมาก เลยต้องกลับมาเพื่อทำงานที่แนวหน้าต่อให้เสร็จ แล้วตัดสินใจเปลี่ยนไปรอเข้าแถวที่วัดหลักสี่ ยืนเข้าคิวรอตรงหางแถวเวลา 18.00 น. ประมาณเวลา 20.00 น. ได้ร่วมถวายดอกไม้จันทน์ตามที่ตั้งใจ และไม่ว่าจะรอนานแค่ไหน ก็จะรอ เพื่อส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย”

ดรุณี ไทยกมล เล่าว่า “เดินทางไปวัดประสิทธิเวช ตั้งแต่เช้า ได้เข้าถวายดอกไม้จันทน์เวลาประมาณ 14.00 น. แต่ก็ไม่ท้อ เพราะเห็นประชาชนมากมายที่มายืนตากแดด ตากฝนรอด้วยหัวใจที่จงรักภักดีเช่นเดียวกัน ยิ่งน้ำตาคลอ วันนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราทุกคนจะได้ร่วมส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย ต่อให้รอนานแค่ไหน ก็จะรอค่ะ”