pet care : พยาธิที่สำคัญและพบได้บ่อยในน้องแมวน้องหมา ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/299836

pet care : พยาธิที่สำคัญและพบได้บ่อยในน้องแมวน้องหมา ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

pet care : พยาธิที่สำคัญและพบได้บ่อยในน้องแมวน้องหมา ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

● สุนัขและแมวติดพยาธิเหล่านี้ได้อย่างไร

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า สุนัขและแมวสามารถติด “พยาธิปากขอ” ได้จาก 2 ทางหลัก คือ 1.ตัวอ่อนระยะติดต่อ “ไช” ผ่านทางผิวหนังที่ชื้น (เช่นนอนสัมผัสพื้นดิน) หรือ 2.การ “กิน” ตัวอ่อนที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม หรือที่อยู่ในเนื้อเยื่อของสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก รวมทั้งแมลงสาบ

นอกจากนี้ ช่องทางการติดต่อที่สำคัญของพยาธิปากขอสู่ลูกสุนัขอีกช่องทางหนึ่งคือ ผ่านทาง “น้ำนม“ โดยการกินตัวอ่อนของพยาธิที่ถูกขับออกมากับน้ำนมของแม่สุนัข โดยแม่สุนัขอาจติดพยาธิแบบเฉียบพลัน หรือมีพยาธิตัวอ่อนที่แฝงอยู่ในเนื้อเยื่อ แล้วถูกกระตุ้นให้เคลื่อนมาที่ต่อมน้ำนมในช่วงท้ายของการตั้งท้อง ซึ่งพยาธิตัวอ่อนในเนื้อเยื่อนี้ ก็กลับมาทำให้แม่สุนัขมีพยาธิในลำไส้ได้อีกครั้งด้วย แม่สุนัขที่ติดพยาธิสามารถถ่ายทอดเชื้อผ่านทางน้ำนมได้ถึง 3 ครอก ส่วนในแมว การติดพยาธิปากขอบางชนิดไม่ผ่านทางน้ำนม

สำหรับ “พยาธิไส้เดือน” นั้น ทั้งสุนัขและแมวติดพยาธิได้จากการกินไข่พยาธิที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อและปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม หรือการกินเหยื่อ เช่น หนู นก ที่มีตัวอ่อนของพยาธิ

ช่องทางที่สำคัญที่สุดในการติดต่อของพยาธิไส้เดือนในลูกสุนัข คือ ผ่านทาง “รก” ในขณะตั้งท้อง เนื่องจากขณะที่แม่สุนัขตั้งท้อง ตัวอ่อนของพยาธิที่แฝงอยู่ในอวัยวะของแม่สุนัขจะเคลื่อนที่ผ่านทางรกมายังลูกสุนัขได้ก่อนคลอด อีกทั้งผ่านทางน้ำนมแม่สุนัขได้ด้วย แต่สำหรับแมว ไม่มีการถ่ายทอดเชื้อผ่านทางรก ส่วนการติดต่อจากผ่านทางน้ำนม อาจเกิดขึ้นในกรณีที่แม่แมวที่ติดพยาธิขณะตั้งท้องช่วงท้ายๆ หรือช่วงให้นมเท่านั้น และตัวอ่อนจะไปเจริญต่อที่ลำไส้เล็กโดยไม่เคลื่อนย้ายไปอวัยวะอื่นก่อน

● หลังจากที่สุนัขและแมวติดพยาธิเข้าไปแล้ว พยาธิจะใช้เวลานานแค่ไหนในการเจริญเป็นตัวเต็มวัยในลำไส้เล็ก จนพยาธิออกไข่มาให้ตรวจพบได้ในอุจจาระ

ระยะเวลานั้น ขึ้นกับชนิดพยาธิแต่ละชนิด ช่องทางการติดต่อ อายุ และภูมิคุ้มกันของสัตว์

สำหรับ “พยาธิปากขอ” ส่วนใหญ่ในสุนัขใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ และ 2-4 สัปดาห์ในแมว

แต่ถ้าเป็นลูกสุนัขที่ติดพยาธิปากขอทางน้ำนมจะพบไข่พยาธิได้ตั้งแต่อายุ 10-12 วันเลยทีเดียว

ส่วน “พยาธิไส้เดือน” ในสุนัขใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ พยาธิไส้เดือนแมวใช้เวลา 8 สัปดาห์

● สุนัขและแมวที่มีอาการท้องเสีย อาเจียนแต่ตรวจอุจจาระแล้วไม่พบไข่พยาธิ แสดงว่าเค้าไม่ติดพยาธิใช่หรือไม่?

กรณีนี้ เรายังฟันธงไม่ได้ว่าไม่มีพยาธิ จนกว่าจะได้ตรวจอุจจาระซ้ำใน 2-3 วันถัดไป เนื่องจากสัตว์สามารถแสดงอาการผิดปกติของทางเดินอาหารได้ตั้งแต่พยาธิกำลังเจริญเติบโต หรือยังเคลื่อนที่มาไม่ถึงลำไส้ หรือพยาธิอาจยังไม่ได้ผสมพันธุ์ หรืออาจมีพยาธิเพียงเพศเดียว จึงทำให้ตรวจไม่พบไข่พยาธิในอุจจาระก็ได้ แต่ระยะเหล่านี้สามารถ “ก่อโรคได้” นอกจากนี้ เจ้าของควรนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุอื่นหรือสาเหตุร่วมที่ทำให้มีอาการท้องเสียด้วย เช่น การติดเชื้อไวรัสลำไส้อักเสบในสุนัข ไวรัสไข้หัดแมว เชื้อโปรโตซัว หรือแพ้อาหาร เป็นต้น

● การติดพยาธินั้น นอกจากทำให้มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจแล้ว ยังส่งผลเสียอย่างอื่นกับสัตว์เลี้ยงหรือไม่

การติดพยาธินั้น ยังมีผลเสียเรื่องการสร้างภูมิต้านทานหลังได้รับการฉีดวัคซีนอีกด้วย พยาธิปากขอและพยาธิไส้เดือนมักก่อโรคได้รุนแรงในลูกสัตว์ อีกทั้งเป็นช่วงเดียวกับที่ลูกสุนัขและลูกแมวควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสหลายชนิดที่สำคัญ รวมทั้งโรคพิษสุนัขบ้า

หากลูกสัตว์ไม่สมบูรณ์แข็งแรง การสร้างภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นได้ “ไม่สมบูรณ์” และ “ไม่คุ้มโรค” ทำให้ยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคแม้จะได้รับวัคซีนแล้วก็ตาม

ครั้งต่อไป เราจะมาคุยกันว่า พยาธิเหล่านี้สามารถก่อปัญหาใน “คน” ได้หรือไม่ และเราจะมีโปรแกรมถ่ายพยาธิให้แก่สัตว์เลี้ยงได้อย่างไร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment