ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/300389

‘ความท๙งจำ’ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์
หนังสือเป็นธนาคารของความรู้ “…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมาแต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…” พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ
เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อวงการหนังสือไทยตลอดรัชสมัยของพระองค์ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยเป็นหลักในการประสานความร่วมมือ จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 สร้างสรรค์นิทรรศการ “ความท๙งจำ” พร้อมเสวนาหัวข้อ “๙ วัน ๙ ความท๙งจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์”โดยมีบุคคลผู้มีชื่อเสียงอาทิ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี, ไพศาลย์เปี่ยมเมตตาวัฒน์ นักสะสมหนังสือและภาพโบราณ,ชมัยภร แสงกระจ่าง นักเขียน, อ.ชูศักดิ์ วิษณุคํารณ จิตรกรที่วาดภาพในหลวงมากที่สุด, สุชาดา สหัสกุลนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย รวมทั้งผู้มาร่วมชมนิทรรศการในงานนี้ อารีรัตน์ ลิ้นจี่, กรพัฒ รุดดิษฐ์ ฯลฯ มาร่วมแบ่งปันความทรงจำในห้วงเวลาสำคัญของชาวไทย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเร็วๆ นี้

ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี “ในหลวงไม่เคยเกษียณ ท่านสั่งสมประสบการณ์จากทั่วประเทศและด้วยระยะเวลาจึงทรงรอบรู้ดั่งตาทิพย์ ท่านทรงอัจฉริยภาพทุกด้านไม่เฉพาะทฤษฎี อย่างเรื่องแผนที่ ท่านทรงรู้จริงอ่านออกโดยไม่ต้องไปดูสถานที่จริงในเรื่องของการพอเพียงในหลวงทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ประหยัด ทรงระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากเพราะฉะนั้นทุกโครงการที่ทำต้องระมัดระวัง ศึกษาถ่องแท้ ถ้าจำเป็นต้องลงทุนก็ต้องลงทุน เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายถึงความขี้เหนียว แต่หมายถึงการรู้จักถึงคุณค่าของทุกสิ่งทุกอย่าง การเห็นคุณค่าของการทำอะไรลงไปโดยไม่เกินตัวเกินเหตุ การไม่ประมาท และการเข้าใจถึงผลของความเสี่ยง จากการเห็นโครงการที่ในหลวงทรงริเริ่มและทรงทำจนสำเร็จผมเห็นได้ว่าท่านทรงศึกษาอะไรถ่องแท้จริงๆ ท่านเป็นนักปราชญ์ เป็นนักปฏิบัติ และอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง ไม่เพ้อเจ้อหรือคิดอะไรเกินความเป็นจริง”
ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ นักสะสมหนังสือและภาพโบราณ “จากการเก็บพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ผมได้ซึมซับประวัติศาสตร์ 70 ปีในการครองราชย์ของท่านผ่านหนังสือพวกนี้ จากเหตุการณ์สำคัญในบ้านเมืองท่านทรงเป็นมิ่งขวัญ เป็นหลักชัยให้กับประเทศอย่างไร เพราะต้นรัชกาลเป็นช่วงคับขันเพราะเป็นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นก็เป็นช่วงที่คอมมิวนิสต์เข้ามาในประเทศ และเป็นช่วงสงครามเย็นด้วย ฉะนั้นยุคนั้นก็จะเป็นยุคที่ท่านต้องไปปลอบขวัญเสด็จประพาส แปรพระราชทาน ไป เหนือ อีสาน ใต้ ท่านทรงงานหนักมาก แล้ว 20 ปีหลังท่านไม่เสด็จฯไปไหนเลย ทรงงานในประเทศเท่านั้น ผมได้ซึมซับความวิริยะ อุตสาหะ ของพระองค์ท่านในการที่ทุ่มเทเพื่อพัฒนาประเทศ ผมภูมิใจมากที่ได้เกิดในรัชกาลนี้”

ชมัยภร แสงกระจ่าง นักเขียน “วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่ช็อกคนทั้งแผ่นดิน ไม่เพียงดิฉันที่ร้องไห้ แต่คนทั้งประเทศก็คงเศร้าโศกเช่นเดียวกัน ในตอนนั้นไม่ว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่ความอาลัยของประชาชนกับการจากไปของพระองค์ ส่วนตัวดิฉันรู้สึกผูกพันกับพระองค์มาตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะคุณย่าได้สอนให้รู้ว่าพระองค์ตรากตรำช่วยเหลือประเทศชาติมาอย่างยาวนานทำให้เรารู้สึกรักพระองค์เป็นอย่างมาก ดิฉันได้เคยมีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จพระองค์ท่าน แม้เป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็จดจำเวลานั้นได้อย่างดี อีกทั้งยังเคยรับพระราชทานปริญญาบัตรกับพระองค์ วันนั้นท่านเสด็จฯมาพร้อมกับครอบครัว มีการเย้าแหย่ลูกดูแล้วแสนอบอุ่น แม้ตอนนั้นจะได้เห็นพระองค์อยู่ไกลลิบ แต่ก็ยังจดจำความรู้สึกปลื้มปีติได้ดีจนถึงทุกวันนี้”
อ.ชูศักดิ์ วิษณุคํารณ ศิลปินนักวาดภาพในหลวงมากที่สุด “พระองค์ทำแต่สิ่งที่ดีงามมาโดยตลอด ไม่มีด่างพร้อย มีรักที่เป็นอมตะและยังพระปรีชาสามารถอย่างมาก อีกทั้งพระองค์ยังทรงมีความเมตตาอย่างมหาศาล เห็นได้จากภาพยายตุ้มที่นครพนมที่ท่านได้โน้มกายลงมาหายายตุ้มหรือภาพที่พระองค์ทรงนั่งพับเพียบบนดินที่แตกระแหงกับชายที่ไม่ใส่เสื้อ เป็นภาพที่สะท้อนความเมตตาของท่านได้อย่างชัดเจนที่สุด ดังนั้นผมเชื่ออย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าในหลวงของเราเสด็จสู่สวรรคาลัยอย่างสมบูรณ์ที่สุดในชีวิตโลกนี้พึงจะมี และในฐานะที่ผมเป็นศิลปินนักวาดภาพ การได้วาดภาพพระองค์ถือเป็นมงคลของชีวิต ผมจึงอยากบันทึกพระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านเคยทำไว้ รวมถึงอิริยาบถต่างๆ ลงบนผืนผ้าใบ เพื่อให้อยู่คู่ประเทศไทยตราบนานเท่านาน”

ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี
อารีรัตน์ ลิ้นจี่ “ในหลวงรัชกาลที่ 9ทรงเป็นที่รักของคนไทย และจะอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป นิทรรศการทำให้เรารู้ว่าพระองค์ทรงทำงานหนักขนาดไหน และเราซึ่งเป็นคนที่เกิดในรัชสมัยของพระองค์ก็น่าจะทำอะไรเพื่อประเทศชาติได้มากกว่านี้ เพราะตลอดเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ทรงทำเพื่อคนไทยมามากมาย เนื้อหาในนิทรรศการนี้ทำให้เราทราบถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์มากขึ้น ผ่านหนังสือและสิ่งพิมพ์ต่างๆที่ตีพิมพ์ในช่วงที่ทรงครองราชย์ บางอย่างไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเป็นโครงการในพระราชดำริของพระองค์”
ไม่ใช่เพียงอารีรัตน์เท่านั้น ที่รู้สึกเช่นนี้ เพราะหลังจากที่ “กรพัฒ รุดดิษฐ์” ซึ่งตั้งใจว่าการมางานมหกรรมหนังสือครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อซื้อหนังสือเล่มโปรดกลับไปอ่านแล้ว นิทรรศการหลักของงานอย่าง “ความท๙งจำ” ก็คือสิ่งที่พลาดไม่ได้“หลังจากได้ดูนิทรรศการก็ได้เห็นว่าที่ผ่านมาพระองค์ท่านทำอะไรเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติมากขนาดไหน ได้ข้อคิดหลายๆ อย่างจากการอ่านข้อมูลที่จัดแสดง คำหรือประโยคที่คัดเลือกมาก็เป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีต่อไป และยังได้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ที่นำเสนอเป็นไทม์ไลน์ ทำให้รู้ว่าแต่ละช่วงเวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก” กรพัฒ กล่าวด้วยรอยยิ้ม
เป็นความทรงจำอันงดงามที่จะสถิตในใจตราบนิรันดร์

ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ นักสะสมหนังสือและภาพโบราณ

ชมัยภร แสงกระจ่าง นักเขียน

อ.ชูศักดิ์ วิษณุคํารณ ศิลปินนักวาดภาพในหลวงมากที่สุด

สุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ

อารีรัตน์ ลิ้นจี่

กรพัฒ รุดดิษฐ์


