ระวังติดเชื้อกระจกตา จากคอนแทคท์เลนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/301304

x

ระวังติดเชื้อกระจกตา จากคอนแทคท์เลนส์

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากสถิติรายงานโรคตาของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ พบว่า โรคทางตาที่พบมากขึ้นในสังคมไทยคือ การติดเชื้อที่กระจกตาจากคอนแทคท์เลนส์ และโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) ซึ่งมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับสาเหตุของการตาบอดและสายตาเลือนรางในประเทศไทย พบปัญหา 4 อันดับแรก คือ อันดับแรก คือ โรคต้อกระจก มีมากถึงร้อยละ 69.7 รองลงมา คือ โรคทางจอประสาทตา ร้อยละ 13.2 โรคต้อหินและโรคความผิดปกติทางสายตา ร้อยละ 4

แพทย์หญิงชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ จักษุแพทย์ด้านกระจกตาและการแก้ไขสายตาผิดปกติโรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า การติดเชื้อที่กระจกตาเกิดจากการใช้คอนแทคท์เลนส์เป็นประจำ ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการตาแดง ปวดตา ตามัว น้ำตาไหล มองสู้แสงไม่ได้ มีขี้ตา เปลือกตาบวม และอาจเห็นจุดสีขาวอยู่บนกระจกตาได้ ซึ่งหากไม่ได้ทำการรักษาตั้งแต่เริ่มต้นจุดขาวที่เกิดขึ้นจะลุกลามเกิดเป็นหนองสีขาวในช่องหน้าลูกตา ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่ดวงตา เช่น กระจกตาทะลุ ต้อหิน ต้อกระจก ไปจนถึงตาบอด สำหรับการลดความเสี่ยงการติดเชื้อที่ดวงตา สามารถทำได้โดยผู้ป่วยต้องดูแลรักษาเลนสออย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ ห้ามไม่ให้เลนส์สัมผัสกับน้ำทั่วไป ต้องเป็นน้ำยาที่ใช้สำหรับคอนแทคท์เลนส์เท่านั้น ไม่ใส่เลนส์เกินอายุการใช้งานที่ระบุไว้ข้างกล่อง ไม่ใช้คอนแทคท์เลนส์มือสอง ไม่ควรใส่คอนแทคท์เลนส์ขณะหลับและควรเปลี่ยนตลับแช่คอนแทคท์เลนส์บ่อยครั้งที่สำคัญคือ การตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพตาและตรวจวัดค่าสายตาหรือเลนส์ที่เหมาะสมอย่างน้อยทุก  6-12 เดือน

พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ

ขณะที่โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) คือการใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเลตติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินความจำเป็น จะทำให้เกิดอาการทางตาต่างๆ ตามมาได้สามารถพบผู้ป่วยได้มากถึงร้อยละ 70 ของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานเป็นประจำและมักพบได้บ่อยขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี สาเหตุหลักเกิดจากแสงสะท้อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเลต รวมถึงผิวหน้าจอที่สามารถสะท้อนแสงจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ มาสู่ตา จึงทำให้ปวดตา ล้าตาได้ง่ายอีกทั้ง การกะพริบตาน้อยลงขณะที่อยู่หน้าจอจะทำให้น้ำตาระเหย ตาแห้ง แสบตา แพ้แสง หรือตามัว เมื่ออาการสะสมเรื่อยๆ อาการจะหนักขึ้น และปวดบริเวณศีรษะ คอ บ่า ไหล่ สำหรับการป้องกัน สามารถทำได้โดยการกะพริบตาบ่อยขึ้นเวลาอยู่หน้าจอและควรพักสายตาเป็นระยะ ตามกฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาทีให้พักสายตาอย่างน้อย 20 วินาที โดยการมองไกลๆ 20 ฟุต หรือหลับตาพักก็ได้ รวมทั้งการปรับท่าทางการทำงาน ตำแหน่งของหน้าจอ ใช้แว่นสายตาที่เหมาะสมจะช่วยลดอาการต่างๆ ได้มากขึ้น

นอกจากการดูแลสายตาที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ยังสามารถดูแลสายตาได้จากภายใน คือการรับประทานวิตามินเอ ที่มีหน้าที่ช่วยในการมองเห็น การเจริญเติบโตของกระดูก การแบ่งตัวของเซลล์ การกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ซ่อมแซมผิวของดวงตาและหลอดลม ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายยากขึ้น และยังกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของผักบุ้ง เนื่องจากผักบุ้งจะมีวิตามินเอสูงการรับประทานผักบุ้งเป็นประจำจะลดอาการปวดดวงตา ลดอาการแสบตาที่เกิดจากการใช้ดวงตาหนักๆ ได้เป็นอย่างดีด้วย ตำลึง สรรพคุณช่วยบำรุงสายตาถนอมสายตาให้มีสุขภาพดี ช่วยในการมองเห็นอีกด้วย ฟักทองมีคุณค่าทางอาหารสูง เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพได้

ดังนั้น ควรหันมาตระหนักถึงสุขภาพตา หลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อดวงตา ตั้งแต่การใช้คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน นานเกิน 25-30 นาที ต้องพักสายตาอย่างน้อย 1-5 นาที ควรดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้ดวงตามีความชุ่มชื้น และพักผ่อนนอนหลับ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ประสาทตาได้พักการใช้งาน และลดภาวะการเจ็บป่วยจากโรคยอดฮิตทางสายตาได้

Leave a comment