ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/301957

สเต็มเซลล์…อวัยวะสำรอง เพื่อสุขภาพลูกน้อย
เพราะลูก คือ “ของขวัญ” สำคัญที่สุดในชีวิตของพ่อแม่ ทุกครอบครัวล้วนหวังให้ลูกน้อยที่เกิดมามีสุขภาพแข็งแรง ห่างไกลโรคร้าย ดังนั้นพ่อแม่ยุคปัจจุบัน จึงพยายามมองหาสิ่งใหม่ๆ มาดูแลลูกน้อย โดยเฉพาะทางเลือกในการดูแลรักษาสุขภาพระยะยาวของลูก ยิ่งระยะหลังมาจะได้ยินแต่ข่าวเด็กวัยเพียงไม่กี่ปีมักเจอกับโรคร้ายไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือแม้แต่โรคธาลัสซีเมีย “การเก็บสเต็มเซลล์” จึงเริ่มเป็นกระแสกลับมาอีกครั้งว่าสามารถเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่พ่อแม่ในปัจจุบันให้ความสำคัญมาก โดยตัวเลขแต่ละปี พบว่าพ่อแม่ตัดสินใจเก็บสเต็มเซลล์ไว้เป็นอวัยวะสำรองให้แก่ลูกน้อย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นปีละหลายหมื่นราย
แพทย์หญิงวรัชยา ฟองศรัณย์ กุมารแพทย์เฉพาะทางโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ บริษัท ไทย สเตมไลฟ์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันพ่อแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการเก็บสเต็มเซลล์มาก ทำให้จำนวนผู้เก็บสเต็มเซลล์จากเลือดในรกเพิ่มขึ้นทุกปี “การเก็บสเต็มเซลล์” เปรียบเสมือนการเก็บอวัยวะสำรองให้กับลูก ซึ่งจากการพิสูจน์ทางการแพทย์ สเต็มเซลล์ที่เก็บในสภาวะที่เหมาะสมจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 23 ปีแต่ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ในปัจจุบันก้าวล้ำไปมาก เชื่อได้ว่าสเต็มเซลล์สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต
ตัวอย่างโรคที่สามารถรักษาได้ด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่พบบ่อยในไทย 1.โรคธาลัสซีเมีย เด็กที่ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย เมื่อได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จะสามารถหายขาดได้ ซึ่งในปัจจุบันพบคนไทยป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงมากประมาณ 98,000 คน และชนิดรุนแรงปานกลางประมาณ 336,000 คน 2.โรคไขกระดูกฝ่อ โรคนี้เป็นโรคที่พบไม่บ่อย คนไข้ส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักไม่ทราบสาเหตุ บางรายเกิดจากการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่นparvovirus B19 Epstein-Barr virus การสัมผัสสารเคมีหรือทานยาบางชนิด เช่น สารระเหย chloramphenicol ซัลฟา ฯลฯ หรือการรับรังสีขนาดสูง ทำให้ไขกระดูกไม่ทำงาน ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือด ซึ่งถ้าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีการเก็บสเต็มเซลล์ไว้ก่อน ก็จะสามารถนำสเต็มเซลล์ตนเองมารักษาโรคได้ 3.โรคมะเร็ง พบว่าคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จะมีโอกาสประสบผลสำเร็จในการรักษามากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์
แพทย์หญิงวรัชยา กล่าวว่า การเก็บสเต็มเซลล์เพื่อใช้ในการรักษาเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก นอกจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แล้ว หลายประเทศทำการวิจัยรักษาโรคอื่นๆ ด้วยสเต็มเซลล์ เช่น สหรัฐอเมริกาทำการวิจัยเพื่อรักษาเด็กที่มีอาการทางสมองโดยใช้สเต็มเซลล์จากเลือดในรกของตนเอง อาทิ ภาวะสมองขาดออกซิเจนในสมองระยะแรกคลอด (Hypoxic ischemic encephalopathy)โรคซีพี (Cerebral palsy) การบาดเจ็บทางสมอง(Traumatic brain injury) ออทิสติก (Autistic) ซึ่งผลการวิจัยบางโรคได้ผลเป็นที่น่าพอใจมากส่วนบางโรคยังอยู่ในระหว่างการติดตามผลการรักษา คาดว่าในอนาคตสเต็มเซลล์จะมีส่วนช่วยให้คุณภาพชีวิตเด็กกลุ่มนี้ดีขึ้น
สำหรับการเก็บสเต็มเซลล์หลักๆ มี 2 แบบ คือ 1.การเก็บจากเลือดในรกของทารกแรกเกิด โดยข้อดีของการเก็บสเต็มเซลล์วิธีนี้ จะเป็นวิธีที่ปลอดภัย ไม่เจ็บสเต็มเซลล์ที่ได้จะเป็นเซลล์มีศักยภาพในการเจริญเติบโตสูง ความเสี่ยงติดเชื้อจากโรคติดเชื้อต่ำ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส นอกจากสเต็มเซลล์จะสามารถเข้ากับตัวเองแล้ว โอกาสที่จะเข้ากับสมาชิกในครอบครัวจะสูงกว่าสเต็มเซลล์แบบอื่น และ 2.การเก็บสเต็มเซลล์จากกระแสโลหิต ซึ่งวิธีนี้จะใช้กับผู้ใหญ่ ข้อดีคือสามารถเก็บสเต็มเซลล์ได้จำนวนมาก สเต็มเซลล์ที่ได้จะแข็งแรง สามารถทำการปลูกถ่ายติดเร็ว แต่มีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ปัญหาด้านสุขภาพของผู้เก็บ ส่วนการเก็บสเต็มเซลล์โดยการเจาะไขกระดูกโดยตรง เป็นวิธีที่ไม่นิยม เนื่องจากเสียเลือดมาก ต้องทำในห้องผ่าตัดจะทำเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถเก็บสเต็มเซลล์จาก 2 วิธีข้างต้นได้
ทางด้าน คุณแม่เปิ้ล-ชัชชฎา ก้องธรนินทร์เซเลบริตี้ชื่อดัง กล่าวว่า ตนเป็นคนมีลูกยาก แต่งงานแล้วก็อยากมีลูกมาก จึงไปปรึกษาคุณหมอ จนตั้งครรภ์ลูกชาย คือ น้องริว-คุณาพันธุ์ ก้องธรนินทร์ ซึ่งตอนตั้งครรภ์ก็อายุมากแล้ว เราก็มีความกังวลต่างๆ นานา ว่าลูกที่เกิดมาจะสมบูรณ์หรือไม่ เพราะเราจะเห็นตัวอย่างจากหลายๆ ครอบครัว ที่ลูกเกิดมาแล้วเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา อาทิ โรคธาลัสซีเมียบวกกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีโรคเกิดขึ้นใหม่เยอะมาก เราจึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะสามารถป้องกันลูกจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ซึ่งเราก็ได้รู้ว่า การเก็บสเต็มเซลล์ คือตัวช่วยสำคัญที่จะสามารถช่วยลูกเราได้ หากลูกเราเจ็บป่วยในโรคที่ร้ายแรง แต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว การเก็บสเต็มเซลล์ ถือเป็นวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ใหม่มาก เราไม่มีความรู้ว่าเก็บไปแล้วจะได้ใช้หรือไม่ และผลในการรักษาจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่เราคิดว่า “การเก็บสเต็มเซลล์” คือ การลงทุนที่คุ้มค่า ถ้าเทียบกับสิ่งที่ลูกจะได้รับในอนาคต จึงได้ตัดสินใจเก็บสเต็มเซลล์ของลูกไว้ ซึ่งเราก็เล่าให้ลูกฟังว่า เราเลือกวิธีนี้เพราะอะไร ลูกก็เข้าใจ บางครั้งเขาก็บอกเราว่า ผมไม่ได้ใช้ ถ้าคุณแม่ป่วยก็เอาสเต็มเซลล์ของผมไปใช้ก็ได้ คุณแม่จะได้แข็งแรง
