ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/310220

มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการชวนคนไทย เปลี่ยน‘ภาระ’ให้เป็น‘พลัง’ผ่านศูนย์ฝึกอาชีพฯ
ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์
มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ โดย ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์จัดกิจกรรม “เปิดบ้านยิ้มสู้” นำเสนอบทบาทภารกิจ และผลการดำเนินงานของมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ในการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้พิการ ตั้งเป้ามุ่งสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในปี 2561 ชวนคนไทยร่วมสานต่องานที่ “พ่อ” ทำ เปลี่ยน “ภาระ” ให้กลายเป็น“พลัง” ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับผู้พิการทั่วประเทศ ผ่านศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน พร้อมเดินหน้าขยายผลเพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการทุกคนอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้ดำเนินงานช่วยเหลือคนพิการทุกกลุ่ม โดยแบ่งออกเป็น 1.โครงการบ้านเด็กยิ้มสู้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กเล็กผู้พิการให้สามารถไปเรียนรวมกับเด็กทั่วไปได้ 2.โครงการหอศิลป์ยิ้มสู้ เพื่อแสดงให้สังคมไทยรับรู้ว่าถึงความสามารถและศักยภาพของผู้พิการโดยเฉพาะด้านศิลปะ 3.โครงการศูนย์ถ่ายทอดและการสื่อสารสำหรับคนหูหนวก(TTRS) ซึ่งเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชียที่สามารถพัฒนานวัตกรรมล่ามภาษามือผ่านระบบอินเตอร์เนตความเร็วสูงเพื่อช่วยให้ผู้บกพร่องทางการได้ยินและสื่อความหมาย สามารถสื่อสารกับคนปกติได้ โดยปัจจุบันมีตู้ TTRSกระจายอยู่ทั้งหมด 180 จุดทั่วประเทศ มีผู้ใช้บริการสูงถึง 18,000 ครั้งต่อเดือน และยังถือว่าเป็นศูนย์ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค 4. ศูนย์บริการจัดหางานให้กับคนพิการ และ 5.ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน ซึ่งรวมไปถึง ร้านกาแฟ และสินค้าต่างๆ ของผู้พิการ ภายใต้แบรนด์ “ยิ้มสู้”โดยปัจจุบันได้นำสินค้าต่างๆ วางจำหน่ายในห้างแม็คโครในเขตจังหวัดภาคเหนือ และมีแผนที่จะขยายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งการสนับสนุนสินค้าภายใต้แบรนด์ยิ้มสู้ก็เท่ากับว่าคนไทยทุกคนจะได้มีส่วนในการช่วยเหลือผู้พิการนั่นเอง
“ปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้พยายามขับเคลื่อนให้สังคมไทยได้ให้โอกาสกับผู้พิการที่เรียกว่า impairment เพื่อให้ผู้พิการได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพและได้รับโอกาสในการทำงานที่เรียกว่า empowerment และการขับเคลื่อนให้เกิด barrier free คือการไม่มีอุปสรรคต่างๆ ในการเดินทางและใช้ชีวิตในสังคมของผู้พิการซึ่งสังคมไทยยังไม่สามารถทำได้ จึงทำให้คนพิการลำบากยากเข็ญในการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆในสังคม ซึ่งทั้ง empowerment และ barrier free ถ้าเราสามารถได้สำเร็จ จะทำให้คนพิการสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมนี้ได้อย่างปกติสุข หรือที่เรียกว่า inclusive society หรือที่มักพูดกันว่า no one left behind นั่นเอง”
ปัจจุบันคนพิการร้อยละ 39.04 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 39.28 รับจ้างทั่วไป เมื่อรวมอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างทั่วไปจะมีมากถึงร้อยละ 78.32จะเห็นได้ว่าคนพิการส่วนใหญ่ของประเทศจะอยู่ตามหมู่บ้านในชนบท และประกอบอาชีพทางการเกษตรและรับจ้างทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าเขาเหล่านั้นก็จะมีรายได้ที่ตำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และมีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าถึงความช่วยเหลือใดๆ ที่รัฐจัดให้ รวมถึงสิทธิและสวัสดิการต่างๆ ของคนพิการตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ ในการก้าวสู่ปีที่ 19 ของมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ จึงได้มุ่งเน้นไปที่การ empowerment ผู้พิการ ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้มีรายได้ เกิดการรวมกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือให้คนพิการก้าวพ้นความยากจน สามารถประกอบอาชีพอิสระ มีรายได้ที่เพียงพอและยั่งยืน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการที่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
“ปัจจุบัน ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน มีพื้นที่คับแคบ และไม่เพียงพอต่อการฝึกอบรมอาชีพต่างๆ ให้กับผู้พิการ ดังนั้น ในปี 2561 มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ จึงมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในการชวนคนไทยร่วมสานต่องานที่พ่อทำ ด้วยการเปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง ผ่านการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้พิการทั่วประเทศ ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตอนหนึ่งว่า…งานช่วยคนพิการนี้ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าผู้พิการมิได้เป็นผู้ที่อยากพิการ แต่อยากช่วยตนเอง ถ้าเราไม่สามารถช่วยเขาให้สามารถที่จะปฏิบัติงานอะไรเพื่อชีวิตและมีเศรษฐกิจของครอบครัว จะทำให้เกิดสิ่งที่หนักในครอบครัว หนักแก่ส่วนรวม ฉะนั้นนโยบายที่จะทำก็คือ ช่วยให้เขาช่วยตนเองได้ เพื่อที่จะให้เขาสามารถเป็นประโยชน์ต่อสังคม”
ทั้งนี้ ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่มากถึง 33 ไร่ สามารถรองรับผู้พิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งในช่วงต้นปี 2561 ทางมูลนิธิฯ จะมีการจัดกิจกรรม ปั่นไปไม่ทิ้งกัน No One Left Behind ซึ่งจะเป็นครั้งแรกของประเทศที่คนตาบอดจะปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ เป็นระยะทางรวมกว่า 867 กิโลเมตร หาทุนเพื่อสนับสนุนการก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนที่อำเภอเชียงดาว จึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกับผู้พิการให้สามารถก้าวข้ามความยากจน มีอาชีพที่ยั่งยืน เพื่อที่จะเปลี่ยนผู้พิการที่ถูกสังคมมองว่าเป็นภาระ ให้กลายเป็นอีกหนึ่งพลังในการสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมต่อไป