ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/314930

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุค คสช. พ.ศ.2557–ปัจจุบัน (2)
สำหรับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคของ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นนโยบายภายใต้ข้อเสนอของธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรรายใหญ่ๆ เป็นนโยบายที่ถูกกำหนดเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเหล่านี้ เช่น
1.การขยายพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตไปป้อนอุตสาหกรรมของกลุ่มทุนเหล่านี้ โดยไม่คำนึงถึงราคาที่เกษตรกรจะได้รับ
2.โครงการเกษตรแปลงใหญ่ ที่ดูเสมือนว่าเป็นนโยบายที่จะให้เกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกัน มีพื้นที่ติดกัน มารวมตัวกัน เพื่อประสิทธิในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีการใช้เครื่องจักรกลเกษตรร่วมกัน ลดการใช้แรงงาน และมีตลาดที่รองรับแน่นอน แต่ในทางปฏิบัติ ความหมายของเกษตรแปลงใหญ่ไม่ได้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว เพราะในหลายโครงการ พื้นที่ของแปลงใหญ่ไม่ได้ติดกัน เพียงแต่อยู่ในอำเภอเดียวกัน และเอาจำนวนพื้นที่มารวมกันก็ถือว่าเป็นเกษตรแปลงใหญ่แล้ว แม้แต่ความร่วมมือการประสานงานของเกษตรกรก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
3.การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่ให้มีอยู่ทุกตำบล และทุกอำเภอ จำนวน 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่จะมารับการฝึก อบรม นำรูปแบบของการบริหารจัดการไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพของตนเอง โดยการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเป็น One Stop Service ของภาคการเกษตรในทุกตำบลก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ไม่เป็นไปตามการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์ เพราะขาดศูนย์กลางของการบริหารงาน หรือ Single Command ที่เป็นที่ยอมรับของทุกหน่วยงาน
4.โครงการ 9101 ที่ใช้งบประมาณ มากกว่า 22,000 ล้านบาทเพื่อจัดทำโครงการจากข้อเสนอของประชาคมแต่ละหมู่บ้าน ให้งบประมาณหมู่บ้านละ 2.5 ล้านบาท โดยกำหนดให้เป็นค่าจ้างแรงงานไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของวงเงินที่ตั้งไว้ ส่วนที่เหลือเป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ในการจัดทำโครงการตามข้อเสนอของประชาคม แต่เนื่องจากระยะเวลาในการดำเนินงานโครงการ มีเวลาดำเนินการเพียง 3 เดือน ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารโครงการมากมาย เช่น การจัดประชุมประชาคมเพื่อพิจารณาโครงการ รวมทั้งข้อเสนอต่างๆ ไม่สามารถกระจายให้คนในหมู่บ้านได้รับทราบอย่างทั่วถึง ผู้มีส่วนร่วมส่วนมากจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น หรือบุคคลที่ใกล้ชิดกับกลุ่มคนเหล่านี้ หรือการว่าจ้างชาวบ้านให้เข้ามาปฏิบัติงานโครงการ โดยมีค่าตอบแทนโดยการจ้างแรงงานรายวันขั้นต่ำ 300 บาท กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนบางกลุ่ม ไม่กระจายไปอย่างทั่วถึง ทำให้เกิดปัญหาในการร้องเรียนในระยะต่อมา รวมทั้งการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ก็ทำด้วยความเร่งรีบ เพราะเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน เพราะต้องเบิกให้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด
โครงการ 9101 เป็นนโยบายที่ดี ใช้เงินมหาศาล กระจายไปทุกหมู่บ้าน ชาวบ้านได้รับประโยชน์นับเป็นล้านคน เสียดายที่เป็นโครงการที่เร่งรัด มีระยะเวลาดำเนินการสั้น ผลที่ตามมาคือ ขณะนี้ข้าราชการของกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้รับผิดชอบขับเคลื่อนโครงการนี้ กำลังถูกตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จากทหาร เพราะมีจุดอ่อนในการใช้จ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างแรงงาน ค่าจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดการร้องเรียนได้ง่ายที่สุด ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายตำบล หลายอำเภอ หลายจังหวัด และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร จะกลายเป็นแพะที่จะสังเวยนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะเป็นตราบาปติดตัวไปชั่วชีวิต “ใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อชะตากรรมของพวกเขาเหล่านี้”
5.โครงการเกษตรอินทรีย์ ที่กลายมาเป็นสรณะของยุทธศาสตร์การเกษตรของรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ที่มาจากกระทรวงพาณิชย์ ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Hub ของเกษตรอินทรีย์ โดยที่ท่านขาดความรู้ ความเข้าใจ และไม่เข้าถึงเรื่องของวิถีความยากง่ายในการทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งๆ ที่เกษตรอินทรีย์ นั้น เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในระบบเกษตรและยังขัดแย้งกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขยายพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ 4 ชนิด การทำเกษตรแปลงใหญ่ ก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้ปฏิบัติงาน งานส่วนใหญ่ของรัฐมนตรีช่วยฯ จึงไปให้ความสำคัญกับเรื่องเกษตรอินทรีย์ และให้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานของกรมการข้าว จึงไม่สามารถจับต้องให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ สิ่งที่เกษตรกรคาดหวังจากรัฐมนตรีช่วยฯ ซึ่งเคยเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ คือ การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งเป็นงานที่ท่านมีความชำนาญ นับว่าล้มเหลวเพราะราคาสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง (ยกเว้น อ้อย) อาจจะตกต่ำที่สุดในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา
สิ่งที่ผมวิเคราะห์เหล่านี้ คือ ผลงานของท่านรัฐมนตรี (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) และรัฐมนตรีช่วยฯ ปลัดกระทรวง ที่ปรึกษา ที่ท่านฉัตรชัยตั้งขึ้นมา
ผมเชื่อว่านโยบายและโครงการเหล่านี้ จะค่อยๆ หายไป พร้อมกับวันเวลาที่ท่านจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไป เหลือไว้แต่ความเจ็บปวดของข้าราชการและพี่น้องเกษตรกรไทย จากนโยบายของท่านภายในระยะเวลา 2 ปี
อนันต์ ดาโลดม
นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย
