หนังสือเด่น : ปิดหนังสือเป็นเรื่องปกติ ที่ยังเปิดอยู่ จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310555

หนังสือเด่น : ปิดหนังสือเป็นเรื่องปกติ  ที่ยังเปิดอยู่ จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ

หนังสือเด่น : ปิดหนังสือเป็นเรื่องปกติ ที่ยังเปิดอยู่ จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การปิดตัวของ นิตยสารคู่สร้างคู่สม มีการกล่าวขานกันในแวดวงนักอ่าน มีทั้ง เห็นใจ เสียใจ เสียดาย และอื่นตามที่แต่ละคนเกิดความรู้สึก

ว่ากันไปแล้ว  ในพ.ศ.  นี้ การปิดกิจการหนังสือ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา (ที่อยู่ในความคาดคิดของนักวิจัยมาหลายปีแล้ว) นับตั้งแต่สื่อออนไลน์เข้ามามีอิทธิพลแย่งลูกค้าอย่างรวดเร็ว จึงกลายเป็นคำตอบให้กับนักวิจัยว่า สื่อสิ่งพิมพ์จะต้องได้รับความกระทบกระเทือนกับวิกฤตการณ์ในส่วนนี้

เนื่องจากสื่อสิ่งพิมพ์มีการผลิตที่เป็นกระบวนการขนาดใหญ่ ไม่ใช่มีเพียงแค่นักเขียน และโรงพิมพ์เท่านั้น แต่ต้องมีฝ่ายผลิต ฝ่ายจำหน่าย ฝ่ายโฆษณา และฝ่ายบริหาร รวมกันแล้ว  ถือว่า การจัดทำหนังสือออกมาจำหน่ายได้ ไม่ใช่ใช้คนเพียงคนสองคน และไม่ใช่ใช้เงินเพียงแค่ค่าพิมพ์เท่านั้น

และแน่นอน รายได้ที่ได้รับจากการผลิตจึงต้องคุ้มกับรายจ่ายที่ต้องเสียไป เป็นรายได้ที่เกิดจาก ยอดการจำหน่าย ที่ไม่ใช่รายได้สุทธิจากราคาที่ตั้งไว้บนปก เช่นราคาหนังสือ สามสิบบาท ต้องถูกหักค่าสายส่ง ถูกหักเป็นค่าพิมพ์ ถูกหักเป็นค่าเขียน รวมแล้ว ถ้าหนังสือราคาขายเล่มละสามสิบบาท เมื่อขายได้ จะเกิดรายได้สุทธิ ไม่เกินสิบบาท บางแห่งยังไม่คุ้มค่ากระบวนการผลิตด้วยซ้ำไป แต่ที่อยู่ได้ก็อาศัยค่าโฆษณามาเป็นตัวช่วย

หนังสือที่ไม่ค่อยมีโฆษณาจึงเดือดร้อนก่อนเป็นลำดับแรก ต้องแก้ตัวการขึ้นราคาให้คุ้มพอที่จะมีกำไร หากเพิ่มราคาแล้ว  ยังมีคนติดตามซื้อถือว่าหนังสือมีคุณภาพ มีแรงจูงใจ ส่วนหนังสือที่ขาดแรงจูงใจก็อยู่ไม่ได้

ในส่วนของโฆษณา ก็เริ่มมีการเข้มงวดมากขึ้น หนังสือเล่มไหนพอรู้ว่ามีคนอ่านน้อยก็ถอนโฆษณา เลยกลายเป็นการซ้ำเติมยิ่งไปใหญ่

ว่าไปแล้ว เรื่องโฆษณาที่บริษัท ตัดสินจากปริมาณการตอบสนองของลูกค้าโดยดูจากยอดการขาย ที่จริงก็ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะ คนอ่านน้อย แต่ต้องดูบริษัทจากภาคเศรษฐกิจด้วย เมื่อเศรษฐกิจของคนในสังคมไม่ดีกำลังซื้อก็ลดน้อยลงไม่ใช่เพราะไม่มีคนอ่านหนังสือ

ในความเป็นจริง สื่อสิ่งพิมพ์จะมีปริมาณคนอ่านต่อตัวสื่อมากกว่า สื่อออนไลน์  กล่าวคือสื่อสิ่งพิมพ์เล่มเดียว แต่คนอ่านไม่ใช่คนเดียว หนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะ  ไม่ใช่คนที่เป็นเจ้าของโต๊ะเท่านั้นที่อ่าน แต่มีคนอีกมากมายที่มาหยิบอ่านด้วย แต่สื่อออนไลน์ที่วางอยู่บนโต๊ะมีเพียงเจ้าของ รหัสเท่านั้นที่เปิดอ่านได้ ฉะนั้นการกระจายคนอ่านสื่อสิ่งพิมพ์จะได้โอกาสมากกว่าสื่อออนไลน์

ด้วยกระบวนการต่างๆ นี้เองจึงทำให้หนังสือต้องทยอยปิดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งผมถือว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดาของกระแสความนิยมยุคนี้ แต่สื่อที่ยังไม่ปิดสิน่าจับตามองถึงความผิดปกติของเขาว่า เขามีอะไรดี เขาอยู่ได้อย่างไร

เท่าที่ผมได้รับข่าวสารจากหัวหนังสือซึ่งส่งข่าวคราวมาในหน้าวรรณกรรมนี้เป็นประจำพบว่า หนังสือที่น่าจับตามองเพราะยังคงอยู่ได้ยังมีอีกมากมาย อาทิ นิตยสารสารคดี นิตยสาร อสท, นิตยสารแพรว นิตยสารสุดสัปดาห์ นิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟิก นิตยาสารมาร์เก็ตเทียร์ นิตยสารโฮม นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ เป็นต้น

สื่อสิ่งพิมพ์ที่ยังไม่ปิดตัวเหล่านี้ต่างหากครับที่ไม่ธรรมดาและน่าติดตามอ่านว่า เขามีดีอย่างไร

ถ่ายทอดเบื้องหลังซีรี่ส์ดัง‘ศรีอโยธยา’

พร้อมความงามรับหน้าหนาวด้วยแฟชั่นหรู

“นิตยสารแพรว” ต้อนรับเดือนสุดท้ายของปีด้วยการดึงทัพนักแสดงนำจากภาพยนตร์ซีรี่ส์ชุดอิงประวัติศาสตร์  “ศรีอโยธยา” มาถ่ายทอดเรื่องราวเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ไทย พร้อมบทสัมภาษณ์ความในใจของนักแสดงและเบื้องหลังการถ่ายทำ อาทิ สินจัย เปล่งพานิช, ธีรภัทร์ สัจจกุล, วรนุช ภิรมย์ภักดี, เขมนิจ จามิกรณ์, อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม และ จิรวิชญ์ พงษ์ไพจิตร นอกจากความอลังการของภาพยนตร์ชุดอิงประวัติศาสตร์  ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับความสวยความงามอย่าง Luxury beauty essential สำหรับหนาวนี้ที่สาวๆ ต้องมีไว้สำหรับบำรุงผิว พร้อมกับแฟชั่นสุดชิคที่เหล่าแฟชั่นนิสต้าต่างออกมาครีเอทลุคกันอย่างสนุกสนานและการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับไปปาร์ตี้ส่งท้ายปี จำหน่ายเล่มละ 100 บาท

ย้อนอดีตสู่เหตุการณ์ต้นรัตนโกสินทร์

ค้นหานิยามของคำว่าชายชาตรีที่สมบูรณ์แบบ

“ชาตรี นฤมิต” เป็นนิยายย้อนยุค ที่เกิดขึ้นในช่วงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ เขียนโดย “หัสวีร์” จำหน่ายเล่มละ 300 บาท เป็นเรื่องที่ผู้เขียนต้องการค้นหาคำว่า ชายชาตรีในยุค รัชกาลที่ 1 ที่จัดว่ามีความเพียบพร้อมต่อคำว่า ชายชาตรี เรื่องราวนอกจากจะกล่าวถึงสภาพบรรยากาศย้อนยุดเมื่อสองร้อยปีที่ผ่านมา ยังแทรกประวัติศาสตร์ ที่เกิดขึ้นจริงในยุคนั้นออกมาให้คนยุคใหม่ได้เห็นภาพ ซึ่งผู้เขียนยืนยันว่า เป็นความจริง เนื่องจากได้ค้นคว้าหาหลักฐานมาจากพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นรูปแบบ นิยายเรื่องนี้จึงเป็นได้ทั้งการบันทึกประวัติศาสตร์ และความบันเทิงจากการอ่าน

รวบยอดเรื่องของ‘ตลกร้าย’ที่เน้นความหม่นหมอง

จำหน่ายคราวเดียวกัน ทั้งหมด13เล่ม ในราคาสบายกระเป๋า

สำนักพิมพ์นานมี นานมีบุ๊คส์ ออกจำหน่ายนิยายสำหรับเยาวชน ผจญภัย ในชุด อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย เขียนโดย “LEMONY SNICKET” แปลเป็นไทยโดย “อาริตา พงศ์ธรานนท์” โดยวางตลาดพร้อมกันครั้งเดียว 13 เล่ม จำหน่ายในราคาเล่มละ 185 บาท ซึ่งหนังสือในชุดนี้ได้รับการกล่าวขานจากนักอ่านต่างประเทศว่า ถือว่า เป็นเรื่องตลกร้าย ที่ใครๆ ก็ไม่ให้เกิดขึ้น โดยเนื้อหาหลักเป็นเรื่อง ความโชคร้ายของสามพี่น้องตระกูลโบดแลร์ ที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า และเขาทั้งสามต้องเจอกับความโชคร้ายในชีวิตไม่หยุดไม่หย่อน ให้ทั้งความสนุก ชวนให้คิด และหาคำตอบ ที่อยากได้รับว่าเมื่อไรพวกเขาจะสุดสิ้นจากความหม่นหมองทั้งหลายในชีวิตเสียที

กรรมใดใครก่อกรรมนั้นย่อมคืนสนอง

ซีรี่ส์สืบสวนแนวอาชญาวิทยาขายดีของจีน

“เจาะจิตฆาตกร” นิยายในรูปแบบการสืบสวนแนวอาชญาวิทยา ของนักเขียนชาวจีน “เหลยหมี่” ซึ่งออกวางตลาด ในเล่มที่สี่ ชื่อตอนว่า “(ฆาต)กรรมตามสนอง แปลเป็นไทยโดย “อัญชลี เตชะธิติกุล” เป็นเรื่องของ ชายนิรนาม ภายใต้ชื่อว่า “แสงแห่งนคร” ที่ทนมองถึงสภาพเลวร้ายในสังคม ที่ไร้ความยุติธรรมไม่ได้ จึงต้องใช้ศาลเตี้ยของตัวเองเป็นการตัดสินโทษผู้กระทำความชั่วร้าย แต่ยังดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมโดยไม่ถูกกฎหมายลงโทษ ในเล่มนี้ มีพฤติกรรมที่แสงแห่งนคร ได้เข้าไปจัดการในหลายรูปแบบ อาทิ ครูที่ลงโทษนักเรียนจนเด็กต้องฆ่าตัวตาย ลูกทรพีที่ไล่แม่ออกจากบ้านเมื่อแม่ไม่มีเงินให้ใช้ และเรื่องของคนที่ทำความดีแต่กลับถูกใส่ร้ายจากสังคมคนชั่วที่มีมากกว่า เรื่องราวทุกอย่างจึงเป็นเสมือการคืนสนองกรรมเวรที่คนชั่วทำไว้ให้คืนกลับสู่ตัวเอง ราคาเล่มละ 395 บาท

Leave a comment