pet care : ปากสุนัข ! (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/314129

pet care : ปากสุนัข ! (ตอนที่ 1)

pet care : ปากสุนัข ! (ตอนที่ 1)

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ขึ้นต้นเรื่องก็คงทำให้หลายคน “ตกใจ” ว่า เอ๊ะทำไมวันนี้ “Pet care ดูแลสัตว์เลี้ยง” มาในแนวฮาร์ดคอร์ ผู้เขียนไปกินอะไรมา ทำไมการจั่วหัวเรื่อง ถึงดูโหดจัง!

ไม่มีอะไรครับ เมื่อวันก่อนมีผู้ฟังเขียนอีเมล์มาถามว่า “สุนัขที่บ้านปากเหม็นมาก จะทำยังไงดี” เลยคุยให้ฟังไปว่าปัญหาเรื่องช่องปากของสุนัขนั้น มีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น หินปูน โรคเหงือกอักเสบ ฟันผุ ซึ่งเกิดได้เหมือนในคนเรา แต่เมื่อตรวจพบก็จะพบว่าจะเป็นรุนแรงกว่าในคนมากๆ เพราะในสัตว์เลี้ยงนั้น เราไม่ได้พาไปพบ“ทันตสัตวแพทย์” เพื่อตรวจช่องปากเป็นประจำเหมือนในคน เลยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผู้อ่านหลายท่านสนใจ วันนี้ผมเลยจะขออนุญาตมาคุยกันเรื่อง “การดูแลช่องปากของสุนัข” ครับ

ในปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่าสุนัข (ที่ได้รับการเอาใจใส่ดูแล) นั้น จะมีอายุขัยที่ยาวและอยู่กับเราได้นานกว่าสมัยก่อน เนื่องจากได้รับการทำวัคซีนครบถ้วน และพบสัตวแพทย์เพื่อดูแลป้องกันโรคอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงในปัจจุบันมียาและเครื่องมือที่ใช้ในการรักษายามที่สัตว์เลี้ยงป่วยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นเมื่อสุนัขอายุยืนหรือเข้าสู่วัยชรา ก็มักพบปัญหาเกี่ยวกับช่องปากได้ง่าย เช่น โรคเหงือกอักเสบ ฟันโยก โรคปริทนต์ กรามหักอันเกิดจากกระดูกติดเชื้อจากโรคปริทนต์ ฝีที่รากฟัน ซึ่งปัญหาต่างๆเหล่านี้สามารถ “ป้องกันได้” หากเราให้การดูแลสุขภาพช่องปากของสุนัขเป็นประจำครับ

● การดูแลสุขภาพช่องปากในสุนัขนั้น ทำได้อย่างไรล่ะ?

หลักง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพช่องปากของสุนัขและแมวนั้น ก็คือ

1.การพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและช่องปากอย่างสม่ำเสมอ

2.ได้รับการขูดหินปูนอย่างเหมาะสมและตามช่วงเวลาที่เหมาะสม

3.มีการดูแลสุขภาพช่องปากสุนัขด้วยตนเองที่บ้านเป็นประจำ

● เราต้องพาสุนัขไปตรวจร่างกายเมื่อไหร่?

โปรแกรมการตรวจร่างกายของลูกสุนัขโดยคร่าวๆ แบ่งเป็นช่วง ได้ดังนี้

1.การตรวจร่างกายช่วงแรก ที่อายุ “2 เดือน”

เมื่อลูกสุนัขมีอายุประมาณ 2 เดือน หรือ 8 สัปดาห์นั้น สุนัขควรมีฟันน้ำนมขึ้นครบทั้งหมดแล้ว และควรอยู่ในแนวการสบฟันที่เหมาะสม ซึ่งหากฟันน้ำนมขึ้นผิดที่แล้ว จะทำให้การสบฟันผิดปกติไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการเจริญของขากรรไกรล่างหรือขากรรไกรบน หรือทั้งคู่ผิดปกติตามมาได้ ดังนั้นเมื่อเห็นว่ามีฟันน้ำนมขึ้นผิดปกติ สัตวแพทย์จะแนะนำให้ถอนฟันน้ำนมที่ขึ้นผิดตำแหน่งนั้นออกครับ

ในการถอนฟันสุนัขและแมวก็จะดูยุ่งยากกว่าในคน คือต้องทำการ “วางยาสลบสุนัข” ด้วย เพราะเราไม่สามารถบอกให้สุนัขนอนอ้าปากเฉยๆ เหมือนบอกเจ้าของได้ครับ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำการตรวจเลือด และทำการนัดหมายล่วงหน้าก่อน เพื่อที่จะสามารถเตรียมตัวร่างกายของสุนัขและแมวให้พร้อมก่อนการวางยาสลบ

2.การตรวจร่างกายช่วงที่ 2 ที่อายุประมาณ “4-6 เดือน”

เมื่อลูกสุนัขมีอายุได้ 4 เดือน จะเป็นช่วงที่มีการ “ผลัดเปลี่ยนฟัน” จากฟันน้ำนมเป็นฟันแท้ บางตัวอาจพบว่าฟันแท้ขึ้นแล้ว โดยที่ฟันน้ำนมที่ตำแหน่งเดียวกันยังไม่ยอมหลุด นั่นถือว่าเกิดความผิดปกติที่เรียกว่า “ฟันน้ำนมค้าง” ขึ้น สัตวแพทย์จะแนะนำให้ถอนฟันน้ำนมที่ค้างออกเนื่องจากหากปล่อยไว้ ฟันน้ำนมที่ค้างอาจทำให้ฟันแท้ขึ้นผิดตำแหน่ง ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้ เช่น การสบฟันที่ผิดปกติ การเจริญอย่างไม่สัมพันธ์กันของขากรรไกรบนและล่าง หรือฟันแท้ที่ขึ้นผิดตำแหน่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายของเหงือก เพดานปาก หรือริมฝีปากได้ แล้วแต่ตำแหน่งของฟัน โดยตำแหน่งของฟันที่พบฟันน้ำนมค้างได้บ่อยคือ ฟันตัด (ฟันหน้า) และฟันเขี้ยว ความผิดปกตินี้พบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น ชิวาวา ปอมเมอเรเนียน พุดเดิ้ล และเป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วยครับ

3.การตรวจร่างกายประจำปี

เราพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อตรวจสุขภาพโดยรวมทั้งช่องปากและตรวจร่างกายอื่นๆ รวมถึงการฉีดวัคซันประจำปีด้วย

● สุนัขควรมีความจำเป็นต้องได้รับการขูดหินปูนหรือไม่

เมื่อเราตรวจในช่องปากของสุนัขเองที่บ้านแล้วพบว่ามีหินปูน เราควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อให้สัตวแพทย์ช่วยประเมินว่าควรได้รับการขูดหินปูนแล้วหรือยัง หากสุนัขมีหินปูนเกาะไม่มาก อาจใช้แค่การดูแลโดยเจ้าของเพื่อไม่ให้หินปูนก่อตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งยังไม่จำเป็นต้องขูดหินปูนก็ได้ เนื่องจากการขูดหินปูนในสุนัขและแมวนั้นต้องใช้การ “วางยาสลบ” (การวางยาสลบบ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีครับ)

แต่ถ้าหากพิจารณาแล้วว่ามีหินปูนที่โคนฟันจำนวนมาก ก็ควรได้รับการวางยาสลบและทำการขูดหินปูนเสีย เนื่องจากหากปล่อยไว้นั้นจะทำให้หินปูนซึ่งจะเป็นแหล่งที่อยู่ของเชื้อโรคในช่องปาก ทำให้เกิดปัญหาเหงือกอักเสบ โรคปริทนต์ กระดูกขากรรไกรหักจากการติดเชื้อจากโรคปริทนต์ตามมาได้

ขอเรียนย้ำว่า การขูดหินปูนในสุนัขและแมวนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางยาสลบสุนัขเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งต่อตัวสุนัขเอง และผู้ปฏิบัติงาน การวางแต่ยาซึมแล้วทำการขูดหินปูนนั้น อาจยังทำให้สุนัขเครียด หวาดกลัว ดิ้นรน จนทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน

สัปดาห์หน้า เรามารู้จักวิธีการเตรียมตัวก่อนรับการขูดหินปูนกันครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment