ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/314913

คนตาดี-ตาบอด ‘ปั่นไปไม่ทิ้งกัน’ 9 วัน 9 จังหวัด ระดมทุนสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนเชียงดาว
ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์
มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ โดย ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โครงการซีพีสานฝันปันโอกาส โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ธนาคารกรุงเทพ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการปั่นไปไม่ทิ้งกัน สานต่องานที่พ่อทำ No One Left Behind” ครั้งแรกของประเทศไทยที่คนตาบอดและนักปั่นตาดีจิตอาสา จะปั่นจักรยานพิชิตเส้นทาง 9 วัน 9 จังหวัด ระยะทาง 867 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ถึงอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหาทุนสนับสนุนการจัดสร้าง “ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน” ชวนคนไทยส่งแรงใจ สนับสนุน และร่วมสานต่องานที่ “พ่อทำ” ด้วยการเปลี่ยนภาระให้เป็นพลังในการพัฒนาและสร้างสรรค์สังคม ผ่านการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้พิการทั่วประเทศ
ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เผยว่า ปัจจุบันศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน ที่อำเภอแม่ริม มีพื้นที่คับแคบ และไม่เพียงพอต่อการฝึกอบรมอาชีพต่างๆ ให้กับผู้พิการ ทางมูลนิธิฯจึงมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในการร่วมกันสานต่องานที่พ่อ ทำด้วยการเปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง ในการพัฒนาและสร้างสรรค์สังคม ผ่านการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้พิการทั่วประเทศ ภายใต้การดำเนินงานของ ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะมีพื้นที่มากถึง 33 ไร่ สามารถรองรับผู้พิการและผู้ดูแลคนพิการได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงเป็นต้นแบบของศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับคนพิการในระดับภูมิภาคอาเซียนเพื่อพัฒนาผู้พิการให้เป็นประชากรที่สามารถพึ่งพาตนเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงเป็นที่มาของการจัดทำ “โครงการปั่นไปไม่ทิ้งกัน สานต่องานที่พ่อทำ No One Left Behind” ซึ่งจะเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่คนตาบอดจะปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ เป็นระยะทางรวมกว่า 867 กิโลเมตร เพื่อหาทุนสนับสนุนการก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนที่อำเภอเชียงดาว
ภายในงานแถลงข่าวยังมีการจัดเวทีเสวนา “คนพิการไทยทำอะไรได้มากกว่าที่ใครคิด” โดย นายกฤษณะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล พิธีกรและผู้ประกาศข่าว, นายคริสโตเฟอร์ เบญจกุล อดีตดารานักแสดงที่ประสบอุบัติเหตุจากการช่วยเหลือผู้อื่นจนกระทั่งตัวเองเกือบพิการ และ นางสาวณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ หรือ “น้องธันย์” นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ อดีตนักเรียนไทยที่ประสบอุบัติเหตุรถไฟฟ้าทับจนสูญเสียขาทั้ง 2 ข้างที่ประเทศสิงคโปร์ มาร่วมให้มุมมองและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่ออุปสรรคและปัญหาของผู้พิการไทยในปัจจุบัน
นายกฤษณะ ละไล พิธีกรอารมณ์ดีกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การพัฒนาในอดีตที่ผ่านมานั้นเราได้ทอดทิ้งคนเอาไว้เบื้องหลังเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้พิการและผู้สูงอายุก็เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกหลงลืม คนกลุ่มนี้จะเดินทางไปไหนมาไหนทั้งอาคาร ตึก รถโดยสารสาธารณะ ก็ลำบากเพราะเราไม่เคยคำนึงถึงเรื่องของอารยสถาปัตย์
“แม้ว่าปัจจุบันปัญหาเหล่านี้จะเริ่มดีขึ้นแต่ก็ยังไม่ดีพอ วันนี้เรามีกฎหมายที่ให้สถานประกอบการต้องมีผู้พิการทำงานในสัดส่วน 1 ต่อ 100 และมีตำแหน่งงานต่างๆ มากมาย แต่เรากลับมีผู้พิการในสถานประกอบการหรือโรงงานต่างๆ น้อยมาก สาเหตุหนึ่งก็คือปัญหาเรื่องของการเดินทางระบบสาธารณะที่ไม่พร้อมและสอดคล้องกับกฎหมายรวมไปถึงเรื่องของอารยสถาปัตย์ ซึ่งโครงการปั่นไปไม่ทิ้งกันนับเป็นโอกาสที่ดีที่จะกระตุ้นเตือน ทำให้คนในสังคมไทยได้ฉุกคิดว่าเราต้องไม่หลงลืมใครไว้ข้างหลังโดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้พิการ”
นายคริสโตเฟอร์ เบญจกุล กล่าวว่า “ถ้าพูดถึงเรื่องของ barrier free นั้นสังคมไทยดีขึ้นกว่าเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ไม่ค่อยจะเปลี่ยนคือ สังคมไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญและให้โอกาสกับผู้พิการ โดยเฉพาะในเรื่องของการทำงาน เพราะไม่มีความเชื่อมั่นในตัวของผู้พิการจะทำงานได้ วันนี้ภาคเอกชนไทยจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการด้วยการให้ผู้พิการได้มีโอกาสทำงานในหลายๆ ด้านตามความถนัดเหมือนกับคนทั่วไป ซึ่งผมอยากจะบอกว่าคนพิการนั้นสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด”
นางสาวณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ หรือ “น้องธันย์” กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้ผู้พิการสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ ด้านร่างกายก็คือ ต้องมีความตั้งใจ มีความมุ่งมั่น และมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองนั้นก็สามารถแข่งกันกับคนปกติคนอื่นๆ ในสังคมได้ เพราะคนพิการทุกคนมีล้วนศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัว
“เริ่มจากการมีทัศนคติเชิงบวก อย่าไปคิดถึงอดีตที่ผ่านมา ให้คิดถึงแต่เป้าหมายในปัจจุบันและอนาคต ทำอย่างไรจะให้เรามีความสุขจากต้นทุนจากสิ่งที่เรามีหรือว่าเป็นอยู่ แล้วเราก็จะสามารถก้าวกระโดดไปยืนอยู่ในจุดที่คนทั่วไปคิดว่าคนพิการจะไม่มีทางทำได้ ซึ่งเราก็มีต้นแบบหลายคนทั้งท่านอาจารย์วิริยะเป็นต้น”
ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ กล่าวว่า ความพิการทุกประเภทจะไม่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมหรือเป็นข้อจำกัดในการทำงานอะไรก็ตามแต่ ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาใน 3 เรื่องได้ คือ หนึ่ง พยายามขับเคลื่อนให้สังคมไทยได้ให้โอกาสกับผู้พิการ ให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพและได้รับโอกาสในการทำงานหรือ empowerment สอง การขับเคลื่อนให้เกิด barrier free หรือที่เรียกว่าอารยสถาปัตย์ ไม่มีอุปสรรคต่างๆ ในการเดินทางและใช้ชีวิต เราสามารถทำใน 2 เรื่องนี้ได้ คนพิการก็อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขเหมือนคนทั่วไป ความพิการจะเป็นแค่เรื่องน่ารำคาญและความไม่สะดวกเท่านั้น
“แต่ที่สำคัญที่สุดคือข้อที่ 3 คือเรื่องของ Partnership สังคมไทยทุกภาคส่วนต้องยินดีให้คนพิการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม ด้วยการให้โอกาสผู้พิการและเปลี่ยนทัศนคติและความเชื่อที่มีต่อผู้พิการใหม่ โดยขอให้เชื่อมั่นว่าผู้พิการนั้นสามารถทำได้ทุกอย่างและมีศักยภาพในตนเอง ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต ถ้าเราสามารถขับเคลื่อน ทั้ง 3 เรื่องนี้ไปด้วยกันได้ ก็จะเกิดเป็นสังคมไทยที่ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ได้อย่างแท้จริง”
สำหรับ โครงการปั่นไปไม่ทิ้งกัน No One Left Behind ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ผู้พิการตาบอดจำนวน 20 ชีวิต ร่วมกับนักปั่นจิตอาสา ปั่นนำอีก 20 ชีวิต จะรวมพลังสามัคคีปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ เป็นระยะทางรวมกว่า 867 กิโลเมตร 9 วัน 9 จังหวัดในระหว่างวันที่ 28 มกราคม ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 โดยเริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร ผ่านสุพรรณบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ แพร่ ลำปาง และเชียงใหม่ เพื่อหาทุนสนับสนุนการก่อสร้าง ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน ที่อำเภอเชียงดาว โดยแต่ละจังหวัดที่ขบวนปั่นจักรยานผ่านจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อรณรงค์ให้คนในสังคมไทยเห็นศักยภาพและให้โอกาสผู้พิการในการพัฒนาตนเองด้วย
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามกิจกรรมและร่วมบริจาคผ่านช่องทางต่างๆ ได้โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้จาก Facebook : มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ (Facebook.com / Universalfoundation) หรือ www.wiriya.org