ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/322877

ภูมิบ้าน ภูมอเมือง : วัดไชยวัฒนาราม สถาปัตยกรรมพระเมรุมาศกษัตริย์อยุธยา
หมู่พระปรางค์บริวาร
เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายกลินที.เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้มอบเงินทุนจำนวน ๓๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์ หรือ ๑๐,๑๗๒,๒๐๐ บาท จากกองทุนเอกอัครราชทูตฯเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม (AFCP) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับบูรณะวัดไชย-วัฒนารามต่อเนื่อง โดยกองทุนเพื่ออนุสรณ์สถานโลก (WMF) ในขั้นตอนที่สอง แก่นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากวัดไชยวัฒนารามเป็นสถานที่มีความงดงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและพุทธศาสนา ซึ่งมีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการรับรองจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ โดยกองทุนเอกอัครราชทูตฯนั้้นมีเป็นโครงการที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือประเทศเจ้าบ้านด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่เปราะบางและเสี่ยงต่อการสูญสลายนี้มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๔ เป็นต้นมา ซึ่งที่ผ่านมานั้น กองทุนเอกอัครราชทูตฯ นี้ได้ให้เงินทุนแก่โครงการอนุรักษ์วัฒนธรรมมากกว่า ๙๐๐ โครงการ ในกว่า ๑๒๕ ประเทศทั่วโลก สำหรับวัดไชยวัฒนาราม นั้นเป็นวัดสมัยอยุธยาตอนปลายตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านป้อม อำเภอเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทางฝั่งตะวันตกนอกเกาะเมืองซึ่งมีประวัติว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททองเมื่อพ.ศ.๒๑๗๓ เดิมนั้นบริเวณนี้ถูกใช้เป็นที่อยู่ของพระราชมารดาที่ได้สิ้นพระชนม์ไปก่อนที่พระเจ้าปราสาททองเสด็จเสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์ เมื่อพระองค์เสวยราชสมบัติ พระองค์จึงโปรดให้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้น เพื่ออุทิศผลบุญนี้ให้กับพระราชมารดาของพระองค์ และอีกประการหนึ่งว่าวัดนี้อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือเขมรด้วย
จึงทำให้การก่อสร้างสถาปัตยกรรมนั้นจึงมีแบบส่วนหนึ่งมาจากปราสาทหินนครวัด หลังจากนั้นวัดไชย-วัฒนารามได้ถูกสถาปนาเป็นวัดหลวงสำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์สืบต่อมาและใช้เป็นสถานที่ถวายเพลิงพระศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสิ้นพระชนม์ก็ได้ถวายพระเพลิงที่วัดนี้ด้วย สรุปว่าวัดนี้มีการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชสมัย ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ วัดไชยวัฒนารามถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับข้าศึก และหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ววัดไชยวัฒนารามถูกปล่อยทิ้งให้ร้างเรื่อยมา จนมีผู้ร้ายเข้าไปลักลอบขุดเจาะหาสมบัติ แม้แต่เศียรพระพุทธรูปก็ถูกตัดขโมย ตลอดจนมีการรื้ออิฐพระอุโบสถ และกำแพงวัดไปขาย สุดท้ายกรมศิลปากรได้เข้ามาอนุรักษ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๐ จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๓๕ ด้วยความที่เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่และมีปรางค์ประธานและปรางค์บริวารอยู่บนฐานเดียวกัน พระปรางค์ประธานนั้นนำแบบพระปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้นมาก่อสร้าง โดยเพิ่มส่วนมุขทิศยื่นออกมามากกว่า และบนยอดองค์พระปรางค์ใหญ่นั้นอาจจะเคยประดิษฐานเจดีย์ขนาดเล็ก สำหรับสื่อถึงพระเจดีย์จุฬามณีบนยอดเขาพระสุเมรุ รอบพระปรางค์ประธานนั้นล้อมรอบด้วยระเบียงคดที่เดิมนั้นมีหลังคา ภายในระเบียงคดประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่ลงรักปิดทองจำนวน ๑๒๐ องค์ ตามแนวระเบียงคดเป็นเสมือนแนวเขตพุทธสถาน และตรงทิศทั้งแปดนั้นสร้างเมรุทิศและเมรุมุมเป็นเหมือนเจดีย์รอบพระปรางค์ใหญ่ ภายในเมรุทุกองค์นั้นประดิษฐานพระพุทธรูป ภายในซุ้มเรือนแก้วล้วนลงรักปิดทอง ฝาเพดาน ทำด้วยไม้ประดับลวดลายลงรักปิดทองเช่นกัน
สำหรับพระอุโบสถ สร้างอยู่ทางด้านหน้ากำแพงเมรุทิศ เมรุรายด้านนอกระเบียงคด ปัจจุบันเหลือแต่ฐานเท่านั้น สองข้างมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองโบราณสถานแห่งนี้มี กำแพงแก้วล้อมรอบถึงสามชั้นและมีปรางค์เจดีย์ขนาดย่อมอีกจำนวนหนึ่งซึ่งสร้างเพิ่มขึ้นในยุคหลัง สำหรับเมรุทิศ เมรุราย ที่ตั้งล้อมรอบพระปรางค์ ๘ องค์ ผนังภายในเขียนจิตรกรรมฝาผนังลวดลายใบไม้ลายกนกซึ่งลบเลือนมาก ผนังด้านนอกเป็นภาพปูนปั้นพุทธประวัติ จำนวน ๑๒ ภาพ ที่เหลือชิ้นส่วนปูนน้อยมากเมรุนี้เป็นทรงปราสาท ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป ๗ ชั้นรองรับส่วนยอดนี้เป็นรูปแบบจากคติพระเมรุมาศที่สร้างสถาปัตยกรรมสำคัญสมัยอยุธยาซึ่งมีความสำคัญและต้องบูรณะโดยใช้เงินทุนดังกล่าวช่วยทุกปีไป







