แตกใบอ่อน : แค่รณรงค์คงไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335085

807934531

แตกใบอ่อน : แค่รณรงค์คงไม่พอ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผ่านไปอีกครั้งสำหรับวันคุ้มครองโลก “Earth Day” เมื่อวันที่อาทิตย์ที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้มีการกำหนดหัวข้อรณรงค์เหมือนกันทั่วโลก คือ “End Plastic Pollution” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆว่า “หยุดมลพิษจากพลาสติก” ซึ่งสาเหตุที่นำประเด็น “ขยะพลาสติก” มาเป็นประเด็นหลักของการรณรงค์ปีนี้ ก็สืบเนื่องมาจากปัญหาปริมาณ “ขยะพลาสติก” ทั่วโลกที่รุนแรงจนกลายมาเป็น “วิกฤติ” สำคัญด้านสิ่งแวดล้อม

เพราะไม่เพียงแต่จะมีขยะพลาสติกอยู่กลาดเกลื่อนอยู่ตามพื้นดิน ตามถนน หรือตรอก ซอก ซอยต่างๆ เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงในทะเลและมหาสมุทร ซึ่งในที่ประชุม “เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม”ครั้งล่าสุด ระบุว่ามีการตรวจสอบพบขยะพลาสติกในมหาสมุทรทั่วโลกมากถึง 150 ล้านตัน และจะเพิ่มขึ้นปีละ 8 ล้านตัน

โดยคาดว่า ภายในปี 2592 จะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลาในมหาสมุทรเสียอีก!

จากข้อมูลของ “โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ” หรือ UNEP ระบุว่า แต่ละปีทั่วโลกมีการใช้ถุงพลาสติกรวมกันมากถึง 5 แสนล้านใบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นพลาสติกแบบ “ใช้ครั้งเดียวทิ้ง” จึงทำให้แต่ละปีมีปริมาณขยะพลาสติกเป็นจำนวนมาก และในจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติกที่เล็ดลอดไหลลงสู่ทะเลถึงกว่า 13 ล้านตัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทะเลและสัตว์ทะเล

และประเทศไทยก็ถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 6 ของประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลมากที่สุดในโลก

ขณะที่ “กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม” ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณขยะพลาสติกประมาณ 12% ของปริมาณขยะทั้งหมด หรือปีละ 2 ล้านตัน โดยจำนวนนี้ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์เฉลี่ยเพียงปีละ 0.5 ล้านตัน ดังนั้นหากนำตัวเลขปริมาณขยะในปี 2559 ที่ “กรมควบคุมมลพิษ” เพิ่งประกาศไป ซึ่งพบว่ามีอยู่ประมาณ 27.4 ล้านตัน ก็จะเท่ากับว่าเฉพาะปีที่แล้วเพียงปีเดียว เรามี “ขยะพลาสติก” เพิ่มขึ้นอีกถึงประมาณ 3.2 ล้านตัน

ส่วนในเรื่องการจัดการขยะ กรมควบคุมมลพิษ บอกว่า ระดับเทศบาลเมืองและเทศบาลนครมีการจัดการขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพเพียงแค่ประมาณ 23 แห่ง จากที่มีเทศบาลกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายเทศบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการจัดการขยะได้ ซึ่งนี่ถือเป็นการสะท้อนถึงเค้าลางความ “หายนะ” จากปัญหาขยะและขยะพลาสติกที่เราจะต้องเจอในวันข้างหน้า หากวันนี้ไม่ทำอะไรสักอย่าง

แน่นอนว่า การรณรงค์ให้คนไทยเรียนรู้การมี “วินัย” ในการจัดการขยะ และรู้จัก “ปฏิเสธ” ไม่รับถุงพลาสติกเวลาจับจ่ายซื้อของตามตลาด ร้านค้า และร้านสะดวกซื้อต่างๆ ยังถือเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำ และต้องทำกันอย่างเข้มข้นทีเดียว

แต่ขณะเดียวกัน ผมยังมองว่า เพียงลำพังจะมาหวังพึ่งการรณรงค์อย่างเดียว ในวันนี้อาจจะต้องถือว่า “ช้า” และไม่ทันการณ์ไปเสียแล้ว เพราะปัญหาขยะพลาสติกมันรุดหน้าไปเร็วมาก กว่าจะรอให้คนเข้าใจ รอให้คนมีจิตสำนึก อาจมีหวังที่ “ขยะ” จะล้นเมืองไปเสียก่อน

ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องเร่งพิจารณาถึงมาตรการทางกฎหมายเพื่อ “บังคับ” ให้ประชาชนลดการใช้ถุงพลาสติก เช่น การเก็บภาษีถุงพลาสติก และการให้ร้านค้าเรียกเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจากลูกค้า เป็นต้น

ของบางอย่างมัวแต่มะงุมมะงาหรามันก็ไม่มีประโยชน์นะครับ หากมันจำเป็นต้องเด็ดขาดมันก็ต้องทำ และผมมั่นใจว่า “คนไทย” ส่วนใหญ่จะเข้าใจและสนับสนุน

ปิดท้ายคอลัมน์ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ ขอแสดงความยินดีกับ “มนตรี บุญจรัส” ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ และ “บิ๊กบอส” บริษัทไทยกรีนอะโกร กับรางวัลนักบริหารดีเด่นแห่งปี 2561 สาขาบริหารและพัฒนาธุรกิจการเกษตร จากมูลนิธิเพื่อสังคมไทย ภายใต้โครงการหนึ่งล้านกล้าความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน

คุณมนตรี ได้ชื่อว่าเป็น “กูรู” คนหนึ่งในเรื่องเกษตรปลอดสารพิษ และยังมีผลงานบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เขียนลงในหน้าเกษตร “แนวหน้า” มาอย่างต่อเนื่อง และแว่วมาว่า กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดสารพิษตัวใหม่ และน่าจะเปิดตัวในเร็วๆนี้ ยังไงก็ขอให้ลองติดตามข่าวสารดีๆ ก็แล้วกัน

มะลิลา

Leave a comment