‘กุลกนก เพชรเลิศ’ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขา‘ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม’ เปิดแนวทางการพัฒนาอาชีพ-พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339485

‘กุลกนก เพชรเลิศ’  เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขา‘ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม’  เปิดแนวทางการพัฒนาอาชีพ-พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

‘กุลกนก เพชรเลิศ’ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขา‘ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม’ เปิดแนวทางการพัฒนาอาชีพ-พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นับเป็นหนึ่งในอาชีพที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชปณิธานให้มีการสืบสานวัฒนธรรมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าให้คงอยู่คู่กับประชาชนชาวไทยสืบต่อไปให้เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของปวงชนชาวไทย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีการส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมให้กับเกษตรกรกลายเป็นอาชีพหลักที่ปัจจุบันสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาชีพได้มีความหลากหลาย รวมถึงสามารถขยายตลาดสินค้าในกลุ่มผ้าทอ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไหมไปยังตลาดต่างประเทศได้

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ภายใต้ภารกิจงานส่งเสริมอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อสืบสานวัฒนธรรมอาชีพดังกล่าวไว้นั้น ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันกรมหม่อนไหมได้เล็งเห็นว่า อาชีพดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในอาชีพที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของประเทศไทยประกอบกับพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชปณิธานให้คนไทยสืบสานวัฒนธรรมอาชีพการทอผ้าให้คงอยู่คู่กับประชาชนชาวไทยสืบต่อไป ซึ่งกรมหม่อนไหมได้บูรณาการทำงานกับหลายภาคส่วน ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพดังกล่าวให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้จากอาชีพได้เพิ่มมากขึ้น เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในแต่ละปีจะมีการดำเนินงานคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นในแต่ละสาขาอาชีพ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรที่สามารถเป็นต้นแบบการประกอบอาชีพด้านการเกษตรได้ ซึ่งในส่วนอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นเพื่อเข้ารับโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

โดยเกษตรกรที่ได้รับคัดเลือกจากกรมหม่อนไหมให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดีเด่น ประจำปี 2561 ได้แก่ นางกุลกนก เพชรเลิศ ซึ่งมีผลการดำเนินงานอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่มีผลผลิตต่อไร่หรือต่อหน่วยพื้นที่เกินค่าเฉลี่ยของประเทศมีการผลิตที่ถูกหลักการวิชาการมีการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดที่ดี มีการใช้เทคโนโลยีในปรับปรุงสภาพการผลิต และสามารถขยายผลการดำเนินงานไปสู่ชุมชน ทำให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของเกษตรกรในยุค 4.0 ที่สามารถประกอบอาชีพโดยเน้นการพึ่งพาตนเองมีการพัฒนาตนเองและอาชีพอย่างต่อเนื่องที่เห็นผลชัดเจน

(จากซ้าย) นางกุลกนก เพชรเลิศ, นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา

นางกุลกนก เพชรเลิศ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประจำปี 2561 กล่าวว่า อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมถือเป็นอาชีพดั่งเดิมของพ่อแม่ที่มีการทำสืบต่อกันมา ในส่วนตนนั้นเริ่มมาทำอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพหลักหลังจากแต่งงานมีครอบครัวตั้งแต่ปี 2535 ส่วนหนึ่งมองว่าเป็นอาชีพเดิมของพ่อแม่ที่ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่นจึงอยากจะอนุรักษ์อาชีพดังกล่าวไว้ ด้วยเหตุนี้ตนจึงได้ปลูกหม่อนและเลี้ยงไหมเพิ่มมากขึ้นเริ่มจากถมที่ขยายพื้นที่แปลงสำหรับการปลูกหม่อนเพื่อให้เลี้ยงไหมได้มากขึ้น จากนั้นก็ได้สมัครเข้าร่วมโครงการอบรมหลักสูตรด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กับศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ บุรีรัมย์ เพื่อพัฒนาความรู้และประสบการณ์ในการประกอบอาชีพและนำความรู้ที่ได้มาปฏิบัติ มีการจัดการแปลงหม่อนโดยวิธีเขตกรรมและการจัดการสวนหม่อนกับการเลี้ยงไหม มีการวางแผนการจัดการแปลงหม่อน โดยการตัดแต่งกิ่งหม่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดการสะสมของโรคและแมลงศัตรูพืช และลดการระบาดของแมลงศัตรูพืช

ปัจจุบันปลูกหม่อน 2.5 ไร่ พันธุ์บุรีรัมย์ 60 ประกอบด้วยแปลงย่อย 4 แปลง แปลงสำหรับเลี้ยงไหมวัยอ่อนและไหมวัยแก่ โดยมีการให้น้ำในฤดูแล้ง ปริมาณผลผลิตตลอดทั้งปี 2,900 กิโลกรัม/ไร่ และเลี้ยงไหมเพื่อผลิตเป็นเส้นไหม 8 รุ่นต่อปี เพื่อนำไปสู่การผลิตผ้าไหมคุณภาพตรานกยูงพระราชทานต่อไป

ทั้งนี้ การพัฒนาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในส่วนของตนเองจะเน้นวิธีการตามหลักวิชาการที่ถูกต้องมีการบริหารจัดการการผลิตที่ลดต้นทุน และการตลาดที่ดี รวมทั้งได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปรับปรุงการผลิตให้ดีขึ้นอีกทั้งยังได้ขยายผลการดำเนินงานไปสู่ชุมชนต่างๆ หรือผู้ที่ต้องการองค์ความรู้ด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้า และการแปรรูป จึงทำให้ตนได้รับโอกาสให้เป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านต่างๆ อาทิ การฟอกย้อมสีเส้นไหม การขึ้นหัวม้วน เป็นต้น นอกจากนี้ในด้านของการดูแลสิ่งแวดล้อมตนจะเน้นการผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไว้ใช้เอง เลือกใช้ฟางคลุมแปลงหม่อนเพื่อควบคุมและรักษาความชื้นในดินและลดปัญหาวัชพืช และผลิตพืชหลายระดับในพื้นที่เดียวกันเพื่อรักษาทรัพยากรดินใช้วัสดุธรรมชาติในการฟอกย้อมสีเส้นไหมใช้บ่อบำบัดน้ำเสียหลังจาการฟอกย้อมสีเส้นไหม พร้อมกับรณรงค์ไม่เผาขยะ

นางกุลกนกกล่าวอีกว่า นอกจากอาชีพหลักการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อทอผ้าและแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้ว ตนยังรับจ้างและทำการเกษตรอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ รับจ้างขึ้นหัวม้วนกี่กระตุกทั้งเส้นไหมพื้นบ้านและเส้นไหมโรงงาน 20 ม้วน/ปี รับจ้างย้อมสีเส้นไหมด้วยสีเคมีที่ปลอดภัยและสีธรรมชาติ ทอผ้าไหมจากกี่กระตุก 2 ตะกอและผ้ายกดอกแยกเป็นผ้าพื้นเรียบ ผ้าขาวม้า ผ้าหางกระรอก และผ้ามัดหมี่ เลี้ยงหมูหลุม จำนวน 3 รุ่น/ปี รุ่นละ 4 ตัว เลี้ยงโดยใช้ใบหม่อนเป็นอาหารเสริม ทำนากับครอบครัวพื้นที่ 5 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 โดยการหว่านข้าวแห้ง ผลผลิตเฉลี่ยรวม 400 กิโลกรัม/ไร่ ปลูกพืชผักสวนครัวหลังบ้านพื้นที่ 0.5 งานปลูกไม้ผลได้แก่ ต้นขนุน ต้นมะม่วง ต้นกล้วย ต้นมะพร้าว ในพื้นที่จำนวน 1 ไร่ แปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม ได้แก่ สบู่โปรตีนไหม ข้าวเกรียบ ชาใบหม่อน ทองม้วนปรุงจากใบหม่อน มีบริการบ้านพักโฮมสเตย์ เป็นมัคคุเทศก์หมู่บ้านท่องเที่ยวไหมไทย และจำหน่ายผ้าไหมที่ตลาดประชารัฐอีกด้วย

“สำหรับการประกอบอาชีพที่ผ่านมาตนมุ่งหวังแต่เพียงให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ และต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไปโดยไม่ได้คาดหวังในเรื่องของรางวัลใดๆ ทั้งสิ้น แต่ในปีนี้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดีเด่นประจำปี 2561 ตนรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นเกษตรกรต้นแบบในอาชีพที่ตนได้สืบสานมาจากบรรพบุรุษ และมีกำลังใจที่พร้อมจะทุ่มเทพัฒนาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้คงอยู่สืบต่อไปจนชั่วลูกชั่วหลาน” นางกุลกนก กล่าว

Leave a comment