เตือนภัยว่าที่คุณแม่รักสวยรักงาม ใช้ยารักษาสิว เสี่ยงลูกในครรภ์อาจพิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/324703

เตือนภัยว่าที่คุณแม่รักสวยรักงาม  ใช้ยารักษาสิว เสี่ยงลูกในครรภ์อาจพิการ

เตือนภัยว่าที่คุณแม่รักสวยรักงาม ใช้ยารักษาสิว เสี่ยงลูกในครรภ์อาจพิการ

วันอังคาร ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เรื่องสวยๆ งามๆ กับผู้หญิงเป็นของคู่กัน แค่เพียงสิวเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาก็เครียดไปหลายวัน ซึ่งปัจจุบันก็มีวิธีดูแลรักษาหลากหลายวิธี แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว และวางแผนที่จะมีบุตร หรืออยู่ระหว่างตั้งครรภ์ การรักษาสิวควรต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการซื้อยารักษาสิวมารับประทานเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะการทำเช่นนั้นโดยไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์ สามารถทำให้เด็กมีโอกาสพิการได้

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ประวิตร  อัศวานนท์ ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่า เรื่องของยารักษาสิวกับการตั้งครรภ์นั้น ปัจจุบันมียารักษาสิวประเภทกรดวิตามินเอ ที่มีชื่อว่า ไอโซเทรติโนอิน (Isotretinoin) เป็นยารักษาสิวชนิดที่มีผลข้างเคียงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยขณะที่รับประทานยาจำเป็นที่จะต้องคุมกำเนิดร่วมด้วย และหลังจากหยุดยาแล้วต้องคุมกำเนิดต่ออีกประมาณ 1 เดือนเนื่องจากยาชนิดดังกล่าวจะมีผลต่อเด็กในครรภ์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการสั่งจ่ายจากแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเท่านั้น แต่ทั้งนี้ กลับพบว่ายาดังกล่าวสามารถหาซื้อได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นจากร้านขายยาทั่วไป ร้านทำผม หรือแม้กระทั่งในโลกออนไลน์โซเชียลมีเดียที่มีการแพร่ระบาดของยาชนิดนี้อยู่ในปัจจุบัน

“ไอโซเทรติโนอิน ยาชนิดนี้เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้สิวที่เป็นอยู่ยุบตัวลง และช่วยในเรื่องของการควบคุความมันบนใบหน้า ซึ่งในหมู่คนที่รู้จักและคุ้นเคยกับยาชนิดนี้จะเรียกว่า ยาหน้าใสแต่โดยความจริงแล้ว ยาชนิดนี้แม้จะเป็นยาที่ดี แต่ก็ผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น เมื่อรับประทานไปแล้วปากแห้ง ในบางรายมีผมร่วง มีค่าเอนไซม์ตับหรือมีค่าไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อรับประทานยาชนิดนี้ต่อเนื่องนานๆ ก็ควรต้องมีการตรวจเลือดอย่างน้อย 1-2 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายเราสามารถรับยาได้ โดยเฉพาะผลข้างเคียงในผู้หญิงขณะตั้งครรภ์ เมื่อรับประทานยาชนิดนี้เข้าไปแล้ว สามารถทำให้เด็กมีโอกาสพิการได้หลายรูปแบบ เช่น เกิดการพิการทางกะโหลกศีรษะ สมอง หัวใจ แขนขา เป็นต้น นอกจากนี้ ในบางรายอาจมีผลข้างเคียงอื่นๆ ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ หรือในผู้ที่รับประทานยาโดยไม่ได้อยู่ในการควบคุมของแพทย์ อาจทำให้มีอาการซึมเศร้า ซึ่งอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้อีกด้วย”

อีกทั้ง ยาที่ใช้ในการรักษาสิวแต่ละประเภท ได้ถูกออกแบบมาตามลักษณะความรุนแรงของสิว หากสิวมีความรุนแรงน้อย เช่น สิวอุดตัน สามารถใช้ยาทา  ก็จะพอช่วยลดอาการของสิวลงได้ แต่ถ้าสิวมีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีลักษณะเป็นไตลึกๆ มีตุ่มหนองเกิดขึ้นเยอะหรือมีไข้ร่วมด้วย อาจต้องใช้ยารับประทาน ซึ่งควรอยู่ในการพิจารณาของแพทย์เป็นหลัก เพราะถ้าความรุนแรงของสิวไม่มาก ยาที่ใช้จะเป็นยาในกลุ่มลดการอักเสบ หรือยาทาเพื่อลดการอุดตันของรูขุมขน แต่ในกรณีที่รับประทานยาหลายชนิดแล้วไม่ดีขึ้นก็จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มของกรดวิตามินเอในการรักษา โดยแพทย์จะพิจารณาใช้ยาชนิดนี้เป็นยาตัวท้ายๆ เพราะมีผลข้างเคียงที่รุนแรง โดยเฉพาะกับผู้หญิงในช่วงวัยที่แต่งงานแล้วหรือกำลังวางแผนที่จะมีบุตร

“การประเมินความเหมาะสมในการใช้ยารักษาสิว ควรมาจากแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเท่านั้น ซึ่งในต่างประเทศเองได้ให้ความสำคัญกับข้อบังคับในการใช้ยาชนิดนี้เป็นอย่างมาก โดยต้องตรวจก่อนว่าไม่ตั้งครรภ์ในขณะที่เริ่มทานยา และในระหว่างที่ทานยาก็ต้องดูรอบเดือนด้วยว่าไม่ตั้งครรภ์จนกว่าจะหยุดยา แต่ในประเทศไทยกลับพบว่ายาดังกล่าวสามารถสั่งซื้อได้ง่าย ดังนั้น
ผู้บริโภคต้องควรระวังเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ การจำหน่ายยาโดยไม่มีใบสั่งแพทย์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ยังพบว่ามีการขายแบบผิดกฎหมายอยู่ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก ไม่ควรสั่งซื้อยาเพื่อมารับประทานเอง โดยหลงเชื่อจากคำโฆษณาหรือการบอกต่อถึงสรรพคุณของยา เพราะนอกจากผลข้างเคียงของยาแล้ว เราอาจไม่รู้เลยว่ายาที่กำลังรับประทานอยู่นั้นเป็นยาปลอมหรือไม่”

Leave a comment