ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/326702

แนะข่าวดราม่า กระตุ้นอาการผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากขึ้น
องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดประมาณว่าโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ทำให้เกิดความสูญเสียเป็นอันดับ 2 ในปัจจุบัน รองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด และคาดว่าปี 2030 โรคซึมเศร้าจะทำให้เกิดการสูญเสียสูงขึ้นเป็นอันดับที่หนึ่ง
รองศาสตราจารย์ นพ.ศิริไชย หงษ์สงวนศรี สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงกรณีการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายผ่านทางสื่อต่างๆ ว่าหลังจากมีการเผยแพร่ข่าวการฆ่าตัวตายทางสื่อออกไปก็มักจะมีข่าวการฆ่าตัวตายเหมือนเป็นพฤติกรรมเลียนแบบตามมาในช่วงเวลานั้นๆ ความจริงการเสนอข่าวการฆ่าตัวตายคงไม่ได้ทำให้ทุกคนที่ติดตามข่าวเกิดความคิดฆ่าตัวตาย แต่อย่างน้อยก็ทำให้เกิดผลกระทบทางจิตใจ เช่น ความรู้สึกเศร้าหมอง หดหู่ เป็นต้น และจะมีผลกระทบมากต่อบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง โดยทั่วไปพบได้ถึงร้อยละ 3-5 ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง คนที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรงมักจะมีความคิดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายอยู่แล้ว เมื่อได้รับรู้ข่าวการฆ่าตัวตายในโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะการเสนอข่าวในลักษณะที่กล่าวว่าการฆ่าตัวตายสามารถจบปัญหาต่างๆ ได้ ก็อาจไปกระตุ้นให้เขาตัดสินใจฆ่าตัวตายเพียงอารมณ์ชั่ววูบได้มากขึ้น สื่อจึงไม่ควรออกข่าวหรือพาดหัวข่าวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายแนวดราม่า (สะเทือนใจ) หรือเสนอข่าวเกียวกับวิธีการฆ่าตัวตายโดยละเอียด โดยเฉพาะไม่ควรเสนอข่าวในลักษณะว่าการฆ่าตัวตายสามารถจบปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้
เด็กและวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจากการนำเสนอข่าวทางสื่อได้ง่าย ในปัจจุบันพบว่ามีเด็กที่เป็นโรคซึมเศร้าถึงร้อยละ 1-2 ส่วนวัยรุ่นพบได้สูงถึงร้อยละ 5 พ่อแม่หรือผู้ใหญ่คนอื่นจะสังเกตว่าวัยรุ่นอาการซึมเศร้าได้จากการสังเกตว่าวัยรุ่นมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป จากที่ร่าเริงก็จะดูเงียบเฉย การแสดงออกทางสีหน้าท่าทางและสายตาว่ามีความทุกข์ตลอดเวลา สายตาดูเป็นทุกข์ คิ้วขมวด เด็กและวัยรุ่นที่ซึมเศร้าบางคนอาจแสดงออกทางอารมณ์ในลักษณะหงุดหงิดโมโหง่าย ความอดทนต่ำลง ทำให้เกิดความขัดแย้งกับพ่อแม่บ่อยขึ้น หรือบางทีก็อาจจะไปมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อน วัยรุ่นที่ซึมเศร้าบางคนอาจแสดงออกไปในทางมีนิสัยก้าวร้าวเกเรหรือติดสารเสพติดได้
ผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีอารมณ์ซึมเศร้าที่รุนแรงติดต่อกันเป็นเวลานานเป็นสัปดาห์ และรู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากทำอะไร แม้แต่กิจกรรมที่เคยทำแล้วรู้สึกมีความสุข บางคนพยายามเบี่ยงเบนตนเองไปทำกิจกรรมอื่นก็ยังไม่รู้สึกเพลิดเพลิน หรือแม้แต่กิจกรรมใดที่เราเคยเพลิดเพลิน เคยชอบดูหนัง ฟังเพลง ก็ไม่อยากทำอะไร นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีอาการนอนหลับยาก ตื่นกลางดึกแล้วนอนหลับต่อไม่ได้ เบื่ออาหาร ทานอาหารได้น้อย น้ำหนักลดลง การทำงานของสมองโดยเฉพาะการมีสมาธิก็จะบกพร่องไป มักคิดด้านลบ คิดด้านลบไปในทุกเรื่อง
โรคซึมเศร้าเกิดจากปัจจัยทั้งการทำงานของสมอง จิตใจ โดยเฉพาะความเครียดที่รุนแรงหรือเรื้อรัง และยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสังคมด้วย สังคมไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นครอบครัวขยาย มีความผูกพันและการช่วยเหลือกันในครอบครัวมาก กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ความผูกพันทางจิตใจในครอบครัวลดลง รวมถึงการเป็นสังคมเมืองก็ทำให้ความผูกพันในสังคม ในชุมชน ลดลงไปด้วย ในด้านปัจจัยทางพันธุกรรม พบว่า หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้าจะมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนที่ไม่มีญาติพี่น้องเป็นโรคซึมเศร้า การเกิดโรคซึมเศร้ายังขึ้นอยู่กับพื้นฐานการพัฒนาทางด้านจิตใจที่เราเติบโตมาด้วย หากเติบโตมาอย่างขาดความรักความอบอุ่น การเลี้ยงดูด้วยความเมตตา ก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้น หรือชีวิตที่ต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเครียดต่างๆ เช่น การแข่งขันด้านการเรียน ปัญหากับเพื่อน การถูกกลั่นแกล้งทำร้ายร่างกาย ความขัดแย้งในครอบครัว หากเป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ก็จะมีปัญหาเรื่องความรัก ปัญหาจากการทำงาน รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ เป็นต้น เกี่ยวกับโซเชียลเนตเวิร์ก โดยทั่วไปคนที่เป็นโรคซึมเศร้ามีแนวโน้มในการติดเกมติดอินเตอร์เนตมากขึ้น บางทีการใช้โซเชียลเนตเวิร์กมากอาจทำให้คนที่เป็นโรคซึมเศร้ายิ่งซึมเศร้ามากขึ้นได้ เพราะเวลาที่คนเป็นโรคซึมเศร้าเห็นคนอื่นโพสต์เรื่องที่มีความสุข เขาก็จะคิดว่าทำไมชีวิตคนอื่นมีแต่เรื่องดีๆ แต่ทำไมชีวิตเราแย่ ก็เลยทำให้ยิ่งซึมเศร้ามากขึ้น
การรักษาโรคซึมเศร้ามีหลายวิธีด้วยกัน ตั้งแต่การรักษาด้วยยา การทำจิตบำบัดรูปแบบต่างๆ เป็นต้น จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน การรักษาด้วยยาเป็นวิธีที่ได้ผลดีมากที่สุดวิธีหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้การรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียวได้ การรักษาทางจิตใจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก การรักษาทางจิตใจมีหลายรูปแบบ เช่น การจิตบำบัดตามทฤษฎีจิตพลวัต การทำจิตบำบัดแนวซาเทียร์ การทำจิตบำบัดแนวพุทธ การทำจิตบำบัดแบบปรับแนวคิดและพฤติกรรม หรือ cognitive behavioral therapy เป็นต้น
ผลการรักษาผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการรักษาดี แต่ผลการรักษาก็เช่นเดียวกับการรักษาโรคอื่นๆ ที่ผู้ป่วยแต่ละคนมีความรุนแรงของโรคไม่เท่ากัน บางคนก็รักษาง่าย รับประทานยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจไม่นานอาการดีขึ้นมากจนเป็นปกติเลย บางรายก็รักษาหายยาก บางคนได้รับการรักษาแล้วดีขึ้น แต่ยังไม่เป็นปกติทีเดียว มีอารมณ์ซึมเศร้ารุนแรงเป็นบางครั้งได้อีก หรือบางคนรักษาด้วยยาเต็มที่แล้วแต่ยังมีอาการรุนแรงอยู่ ก็อาจจะต้องใช้วิธีการอื่น เช่น การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพดีมากวิธีหนึ่งรวมถึง การเข้าถึงธรรมะสามารถที่จะช่วยให้จิตใจเราดีขึ้นได้
บุคคลทั่วไปสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้ แต่ต้องมีความเข้าใจคนที่เป็นโรคซึมเศร้าพอสมควร เช่น ต้องเข้าใจว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะคิดอะไรแง่ลบเกินความจริง สิ่งที่จะช่วยได้คือรับฟังและคอยให้กำลังใจ ไม่ซ้ำเติม ไม่ตำหนิ คำที่ไม่ควรพูดคือ “ทำไมจิตใจอ่อนแออย่างนี้ ทำไมไม่ทำตัวให้เข้มแข็ง” ควรให้คำแนะนำ ให้กำลังใจมากกว่า เมื่อคนที่เป็นโรคซึมเศร้าพูดถึงการฆ่าตัวตายให้คิดเสมอว่าคำพูดนั้นสำคัญมาก มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายจริงได้
