ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/326703

แพทย์ร่วมไขความลับทำอย่างไรคนไทยจะไม่ใหลตาย
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, พล.อ.ท.นพ.กัมปนาท วีรกุล,นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ,ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ, ศ.นพ.กุลวี เนตรมณี อาจารย์พิเศษฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ผศ.นพ.สมชาย ปรีชาวัฒน์ ร่วมกันแถลงข่าว
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดแถลงข่าว ไขความลับ!…ทำอย่างไร? คนไทยจะไม่ใหลตาย จากการถอดรหัสพันธุกรรมใน คนไทยกว่า 750 คน ด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่และการจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุ จัดขึ้น วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม 2561 เวลา 10.30-12.00 น. ห้องประชุมยาใจ ณ สงขลา อาคารหอพักและพัฒนา คณาจารย์ ชั้น 25 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ
ใหลตาย หรือ Sudden Unexplained(unexpected) Nocturnal Death Syndrome(SUNDS) ใช้เรียกการเสียชีวิตซึ่งเกิดขึ้นในขณะหลับ โดยมักมีอาการคล้ายหายใจไม่สะดวก อาจเกิดเสียงร้องคล้ายละเมอก่อนเสียชีวิต มักเกิดในผู้ชายวัยหนุ่มที่ปกติแข็งแรงดีก่อนเข้านอน และพบว่าเสียชีวิตในตอนเช้าวันถัดไป นับว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาในระดับชาติเพราะเป็นโรคที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตกะทันหัน โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ทำให้ยากในการป้องกันและรักษาทั้งนี้พบว่าความผิดปกติทางพันธุกรรมเป็นสาเหตุสำคัญของโรคนี้
อาการที่พบส่วนใหญ่เกิดจากหัวใจที่เต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรงที่สุด ทำให้ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ โดยเฉพาะสมองได้ เมื่อสมองขาดออกซิเจน อาจแสดงอาการชักเกร็ง หายใจครืดคราดผิดปกติ คล้ายละเมอ เรียกไม่รู้ตัว ผู้ป่วยจะเสียชีวิตถ้าการเต้นผิดจังหวะของหัวใจนั้นเกิดนานพอและไม่ได้รับการรักษา แต่ผู้ป่วยอาจจะรอดชีวิตขึ้นมาได้กรณีที่การเต้นผิดจังหวะของหัวใจหยุดเอง หรือได้รับการรักษาที่เหมาะสมได้แก่ การช็อคหัวใจหรือการปั๊มหัวใจ
สำหรับการรักษา พบว่า ยังไม่มีการรักษาใดที่สามารถป้องกันหรือหยุดการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ทั้งหมด การรักษาจึงมุ่งหวังให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะน้อยครั้งที่สุด และระยะเวลาที่หัวใจเต้นผิดจังหวะแต่ละครั้งสั้นที่สุด ก่อนที่ผู้ป่วยจะหมดสติหรือเสียชีวิตโดยวิธีการ ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์ ภาวะตึงเครียดของร่างกาย เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ออกกำลังกายหรือทำงานหนัก การรับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมาก 2.ใส่เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ 3.การจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง
ศ.นพ.กุลวี เนตรมณีอาจารย์พิเศษฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ผู้บุกเบิกวิธีการใช้ คลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency ablation) เผยว่า การใช้คลื่นวิทยุ ความถี่สูง ผ่านสายจี้บริเวณจุดที่มีปัญหา ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยี 3-Dimention electroanatomical mapping มาจำลองภาพ 3 มิติของหัวใจ เพื่อให้แพทย์มองเห็น การทำงานของกระแสไฟฟ้าหัวใจได้ชัดเจน และค้นหาตำแหน่งที่มีความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ การจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง ช่วยลดจำนวนครั้งของการเกิดหัวใจห้องล่างเต้นพลิ้วได้ ในอดีตจะทำในผู้ป่วยที่เกิดการกระตุกของเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AICD) บ่อยครั้ง เนื่องจากมี หัวใจห้องล่างเต้นพลิ้วบ่อยๆ เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและยืดอายุการทำงานของ AICD วัตถุประสงค์การรักษาแนวทางนี้มุ่งรักษาโรคให้หายขาด ต่างจากการใส่เครื่องกระตุกหัวใจที่ไม่ใช่ทางแก้แต่เป็นการป้องกันการเสียชีวิตเท่านั้น วิธีการรักษาด้วยวิธีจี้หัวใจ นอกจากต้องอาศัย เครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อให้ค้นหาตำแหน่งผิดปกติได้อย่างแม่นยำแล้ว ปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่า คือทักษะและความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการรักษา ซึ่งในเมืองไทยยังมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้จำนวนไม่มาก
ในส่วนสาเหตุทางพันธุกรรมของโรคใหลตาย โดยการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างรหัสพันธุกรรมของคนเป็นโรคใหลตาย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคอีสานและภาคเหนือ และคนที่ไม่เป็นโรค (สุขภาพแข็งแรง)
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ที่สามารถถอดรหัสพันธุกรรม ทั้งหมดของมนุษย์ประมาณ 3,000 ล้านเบส จึงนำมาใช้ในการถอดรหัสพันธุกรรมของการศึกษาในกลุ่ม ของผู้ป่วยโรคใหลตาย จำนวน 250 คน เปรียบเทียบกับรหัสพันธุกรรมของคนปกติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันและเพศเดียวกัน จำนวน 500 คน เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือที่เรียกว่า Big Data ที่ ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญพิเศษ นับเป็น “ครั้งแรก” ในการศึกษา เมื่อทราบส่วนเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมแล้วจะสามารถโยงไปหาสาเหตุได้ โดยเฉพาะการทำงาน และยีนที่เกี่ยวข้อง จะเป็นตัวบ่งบอกกลไกในการเกิดโรคได้การศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมของคนไทย คาดว่าใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี จึงจะรู้คำตอบที่ชัดเจน จึงนับว่าการถอดรหัสพันธุกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นสมบัติของประเทศไทยที่มีประโยชน์และคุณค่าในอนาคตเลยทีเดียว
