แตกใบอ่อน : อย่าลืมช่วยถ้ำหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349591

807934531

แตกใบอ่อน : อย่าลืมช่วยถ้ำหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นาทีนี้คงไม่มีคนไทยคนไหนไม่พูดถึงความสำเร็จในการช่วยเหลือ 13 เยาวชนนักเตะและโค้ชทีม “หมูป่าอะคาเดมี” ที่ติดอยู่ภายใน

ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดย ณ นาทีนี้ก็เพียงแค่รอการพาทั้งหมดออกมาจากถ้ำที่ยังคงอยู่ในภาพน้ำท่วมสูงให้ได้อย่างปลอดภัยเท่านั้น ซึ่งคงไม่มีอะไรจะพูดมากกว่าการขอแสดงความยินดีกับครอบครัว และขอบคุณเจ้าหน้าที่ ประชาชน จิตอาสา ที่ได้เข้าไปช่วยเหลือคนละไม้คนละมือ รวมทั้งขออวยพรให้ภารกิจที่เหลือข้างหน้าอีกเพียงนิดเดียวสำเร็จลงด้วยดี

อย่างไรก็ดี ภายหลังจากปฏิบัติการยุติลง ก็อาจยังต้องมีเรื่องให้ต้องคิด ต้องทำ และต้องจัดการอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ผลกระทบ” อันเลี่ยงไม่ได้จากการปฏิบัติการ ซึ่งเท่าที่มองเห็นเวลานี้ก็น่าจะมี 2 เรื่องหลักใหญ่ๆ

เรื่องแรก คือ การช่วยเหลือกลุ่มชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการให้ที่นาของตัวเองเป็นที่รับน้ำที่สูบออกมาจากถ้ำ ซึ่งเรื่องนี้เบื้องต้นน่าจะหมดห่วงไปได้ เพราะกระทรวงเกษตรฯเตรียมแผนการเอาไว้รองรับอยู่แล้ว โดยรัฐมนตรี “กฤษฎา บุญราช” ยืนยันว่า จะมีการจ่ายเงินชดเชยให้กับชาวนาที่ได้รับผลกระทบไร่ละ 1,100 บาท พร้อมทั้งเตรียมพันธุ์ข้าวไว้แจกจ่ายให้กับเกษตรกร ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นมีนาข้าว 3 ตำบลได้รับความเสียหาย 1.6 พันไร่ น่าจะใช้งบประมาณ
ไม่เกิน 50 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ในฝั่งของ กรมชลประทาน ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นด้วยการสูบน้ำออกจากที่นาของเกษตรกร เพื่อลดระดับน้ำที่ท่วมยอดข้าวหรือกล้าที่ปักดำแล้วไม่ให้ได้รับความเสียหาย

ดังนั้น จึงน่าจะโล่งใจได้เปราะหนึ่ง สำหรับการดูแลช่วยเหลือเกษตรกรที่ยอมเสียสละเพื่อความสำเร็จของภารกิจกู้ชีวิตทั้ง 13 คนในครั้งนี้

ทีนี้จึงเหลืออีก 1 ประเด็นที่ต้องมาคิดกันต่อ นั่นคือการการฟื้นฟูและเฝ้าระวังระบบนิเวศน์ของ “ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” เพราะอย่างที่เราเห็นกันอยู่แล้ว ปฏิบัติการช่วยเหลือ “ทีมหมูป่า” ทั้ง 13 ชีวิตครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการร่วมกันหลายอย่าง ทั้งการขุดเจาะผนัง ขุดเจาะใต้ดิน เจาะน้ำบาดาล การเปลี่ยนทางน้ำ การระบายน้ำในถ้ำ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนทำให้เกิดผลต่อถ้ำหลวงอย่างเลี่ยงไม่ได้

ต้องไม่ลืมว่า “ถ้ำ” ทุกแห่งก็มีระบบนิเวศน์ของตัวเอง และเป็นระบบนิเวศน์ที่ค่อนข้างมีความเปราะบาง โดยเฉพาะในถ้ำที่ภาษาของนักธรณีเขาเรียกว่า “ถ้ำเป็น” คือยังมีการเจริญเติบโตของหินงอกหินย้อยอยู่ ซึ่งถ้าหลวง-ขุนน้ำนางนอนก็คือหนึ่งใน “ถ้ำเป็น” ที่มีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ ความชื้น ระดับน้ำ และปริมาณแสง ค่อนข้างมาก ดังนั้นการที่เราไปขุด ไปเจาะ ไปเปลี่ยนทางน้ำ และทำกันแบบชนิด “โครมเดียว” แบบนั้น จึงยากที่จะบอกว่าไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ภายในถ้ำ

และนี่เราก็ยังไม่ได้พูดถึงบรรดาสัตว์ต่างๆ เช่น นก หนู งู แมลง ค้างคาว หรือสัตว์อื่นๆ อีกประดามีที่อาศัยถ้ำอยู่ว่าจะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือไม่

ดังนั้นหลังจากช่วยทั้ง 13 คนเสร็จแล้ว จึงยังวางมือไม่ได้เด็ดขาด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องมานั่งคิดต่อว่าจะกลับเข้ามาฟื้นฟูถ้ำหลวงอย่างไร

อย่าลืมเด็ดขาดว่า ถ้ำก็มีชีวิตของเขา ช่วยคนให้รอดแล้ว ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำช่วยฟื้นฟู “ถ้ำ” ให้รอดตายด้วย อย่างนี้เขาถึงจะเรียกว่า “วิน-วิน”

เอาใจช่วยนะครับ

มะลิลา

Leave a comment