‘กฤษฏา’สั่งรื้อมิลค์บอร์ด ให้กรมปศุสัตว์คุมแทนอ.ส.ค. ป้องผลประโยชน์ทับซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357718

'กฤษฏา'สั่งรื้อมิลค์บอร์ด ให้กรมปศุสัตว์คุมแทนอ.ส.ค.  ป้องผลประโยชน์ทับซ้อน

‘กฤษฏา’สั่งรื้อมิลค์บอร์ด ให้กรมปศุสัตว์คุมแทนอ.ส.ค. ป้องผลประโยชน์ทับซ้อน

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 16.51 น.

กฤษฏา สั่งรื้อมิลค์บอร์ด ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ปรับเปลี่ยนกรมปศุสัตว์ เป็นเลขาฯบอร์ดนน.โรงเรียน แทนอสค.พร้อมชงครม.เปลี่ยนชื่อ เป็น “โครงการอาหารเสริมสำหรับเด็กและเยาวชนไทย” ชี้เด็กนักเรียน ได้ทานนม คุณภาพที่มีแคลเซี่ยมสูงช่วยบำรุงกระดูกและฟัน รวมถึงมีคุณค่าทางอาหารสูง บำรุงสมองให้เด็กฉลาด จากชื่อเดิม โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน “

14 ส.ค. 61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้กำชับสหกรณ์โคนมที่ส่งน้ำนมดิบเข้าโครงการนมโรงเรียนต้องผลิตนม มีคุณภาพตามข้อกำหนดของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) โดยจะต้องมีปริมาณเนื้อนมในน้ำนม (Total Solid) สูงตามเกณฑ์และมีค่าจุลินทรีย์ในน้ำนมต่ำ (Somatic Cell) พร้อมกับได้ย้ำกับผู้ประกอบการที่ได้รับโควต้าจำหน่ายนมโรงเรียน ห้ามมีทุจริตจ่ายเงินใต้โต๊ะ

“จะพิจารณาผู้ได้รับสิทธิจัดจำหน่ายนมโรงเรียนอย่างโปร่งใส ให้นำน้ำนมดิบคุณภาพสูงเพื่อจะนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรส์และนมยูเอชที ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งดูแลการขนส่งให้เป็นไปตามข้อกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดการกระแทก จนบรรจุภัณฑ์ฉีกขาดทำให้นมบูดเสียขึ้นได้ โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนชื่อจาก โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เป็นโครงการอาหารเสริมสำหรับเด็กและเยาวชนไทย เพื่อให้เด็กและเยาวชนทั้งประเทศมีโอกาสได้ดื่มนมซึ่งมีแคลเซี่ยมสูงช่วยบำรุงกระดูกและฟัน รวมถึงมีคุณค่าทางอาหารสูง บำรุงสมองให้เด็กฉลาด”รมว.เกษตรฯกล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า ได้ย้ำให้เอกชนจัดหาน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนมที่ได้รับการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์ว่า มีคุณภาพตามข้อกำหนดให้เพียงพอ ไม่ให้เกิดปัญหา น้ำนมดิบที่จัดเตรียมไม่เพียงพอ แล้วไปนำมาจากแหล่งที่ไม่ได้รับการรับรองและคุณภาพต่ำ ซึ่งหากพบจะพิจารณาตัดสิทธิอย่างเด็ดขาด

ทางด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุศัตว์ ประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนกล่าวว่า ได้เร่งปรับปรุงมาตรการการป้องกันการทุจริตโครงการอาหารนมโรงเรียนเสนอต่อปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมเพื่อให้เป็นตามข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และครม. รับทราบ รวมทั้งให้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบ ติดตามประเมินผลการดำเนินงานนมโรงเรียน อย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง  2. ให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาทบทวนแนวทางการบริหารจัดการโครงการอาหารนมโรงเรียน โดยให้ทบทวนบทบาทของหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) 3. เสนอให้พิจารณาทบทวนระยะเวลาการจัดทำบันทึกข้อตกลงกับผู้ประกอบการ ในเบื้องต้น (MOU) ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนต.ค. เป็นระยะเวลาคาบเกี่ยวภาคการศึกษาที่ 2 ซึ่งทำให้เมื่อได้ดำเนินการจัดสรรสิทธิ์แล้ว ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ในการจำหน่ายได้ โดยมิลค์บอร์ด มีความเห็นว่า ควรมีการ MOU เป็นรายภาคการศึกษาแทนการทำเป็นรายปีการศึกษา

4. การปรับปรุงจัดการระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งนมโรงเรียน ตามที่มีข้อหารือในมิลค์บอดร์ดมาก่อนหน้านี้ว่า ไม่สมควรให้มีการจัดซื้อน้ำนมดิบข้ามเขตซึ่งจะดำเนินการโดยกำหนดเรื่องการขนส่งเป็นลำดับแรกเพื่อรักษาคุณภาพน้ำนม

5. กระทรวงเกษตรฯ ต้องพิจารณาทบทวนแก้ไข และเพิ่มอัตราโทษของความผิดผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามประกาศหลักเกณฑ์นมโรงเรียนตามประกาศของมิลค์บอร์ด

6. ให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณากระบวนการจัดซื้อนมโรงเรียน โดยให้โรงเรียนเป็นผู้สั่งซื้อโดยตรงผ่านระบบการจัดซื้อด้วยระบบการจัดหาพัสดุด้วยวิธีการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-market) และด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) แทนวิธีการจัดซื้อแบบวิธีพิเศษเช่นที่ผ่านมา

และ 7. ให้พิจารณาทบทวนและองค์ประกอบของมิลค์บอร์ด โดยให้ปรับเปลี่ยนฝ่ายเลขานุการจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นกรมปศุสัตว์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบการบริหารจัดการนมโรงเรียน

“ได้ปรับปรุงโครงสร้างคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ของมิลค์บอร์ด ตามข้อสั่งการของนายกฤษฎา เพื่อให้เป็นตามกรอบของปปช.เสนอต่อครม.ซึ่งกำชับให้มิลค์บอร์ดเร่งดำเนินการปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลโครงการนมโรงเรียนให้ทันภาคเรียนที่ 2 ปี 2561 โดยให้คำนึงถึงนโยบายของรัฐบาลว่า เกษตรกร 19,000 ราย ขายนมได้ราคาเป็นธรรม นักเรียน 7,450,000 คน ได้ดื่มนมในเวลา 260 วันต่อปี และ ผู้ประกอบการได้รับการจัดสรรสิทธิอย่างโปร่งใสเป็นธรรม โดยในปีการศึกษา 2561 นี้มีผู้ประกอบการได้รับการจัดสรรสิทธิในโครงการนมโรงเรียน 62 ราย จำนวน 68 โรงงาน”นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

Leave a comment