ส่องเกษตร : เตรียมให้พร้อมรับมือ‘น้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354850

449007

ส่องเกษตร : เตรียมให้พร้อมรับมือ‘น้ำ’

วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สถานการณ์“น้ำ”ช่วงนี้ เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกับชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะเสียหายต่อพื้นที่การเกษตร

ต้องยอมรับว่า มีความหวั่นผวาของผู้คนอยู่มาก เพราะภาพอันน่ากลัวยังคงติดตากรณี“เขื่อนแตก”ที่เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยในลาว ประเทศบ้านพี่เมืองน้องของไทยเรา ที่จนถึงวันนี้ยังต้องระดมความช่วยเหลือกันไม่เสร็จ ประกอบกับในไทยเอง ฝนฟ้ายังคงตกหนักหลายภาคโดยเฉพาะภาคเหนือกับภาคอีสาน ซึ่งฤดูฝนปีนี้ นอกจากฝนตกชุกตามฤดูกาลลากยาวไปถึงราวๆตุลาคมแล้ว ยังมีโอกาสเจอพายุดีเปรสชั่นผสมโรงอีกหลายลูกได้ ขณะเดียวกันมีกระแสข่าวว่า ประเทศจีนก็เร่งระบายน้ำจากเขื่อนยักษ์สามผา ปล่อยลงมาทำให้ระดับน้ำแม่น้ำโขงสูงขึ้นมาก เนื่องจากจีนก็โดนพายุถล่มอ่วม ทำให้มีปริมาณน้ำในเขื่อนสูงลิ่วเช่นกัน

ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว รมว.เกษตรและสหกรณ์-กฤษฎา บุญราช จึงสั่งการด่วนที่สุดถึงอธิบดีกรมชลประทาน-ทองเปลว กองจันทร์ ให้กรมชลประทานเฝ้าระวังสถานการณ์“น้ำ”ในลุ่มน้ำต่างๆและดูแลซ่อมบำรุง“เขื่อน” อ่างเก็บน้ำใหญ่น้อยทั้งหมดกว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรงที่สุด ต้องคอยตรวจตราอย่างเคร่งครัด ส่วนไหนชำรุดเสียหายต้องเร่งซ่อมแซมโดยเร็วที่สุด

ทั้งสั่งให้เพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างสำนักชลประทานต่างๆ กับศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ให้มากขึ้นและเชื่อมโยงกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดฝนตกหนัก จะได้กำหนดการบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว ไม่ให้น้ำล้นตลิ่ง ล้นอ่างเก็บน้ำ หรือล้นจนเขื่อนชำรุด

ส่วนอธิบดีกรมชลประทาน-ทองเปลว กองจันทร์รับบัญชามาแล้ว ก็สั่งการต่อไปยังสำนักชลประทานต่างๆให้ทุกเขื่อนเพิ่มความถี่การตรวจตรา โดยจัดเจ้าหน้าที่ประจำเฝ้าติดตามตลอด 24ชั่วโมงและสามารถประสานกับศูนย์ SWOC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกับเตรียมเครื่องมือ เช่น เครื่องสูบน้ำท้ายเขื่อนมากขึ้นอีกเท่าตัว เพื่อใช้ผลักดันน้ำ กรณีที่ฝนตกหนัก

ทั้งนี้ การตรวจเขื่อนทำด้วยเครื่องมือตรวจสอบพฤติกรรมเขื่อน (Dam Instrument)ที่สามารถตรวจการเคลื่อนตัวและการไหวตัวของเขื่อน, ตรวจสอบปริมาณน้ำที่ซึมออกท้ายเขื่อนว่า เกินเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ รายงานผ่านระบบอินเตอร์เนตแบบ Real Time หากมีความผิดปกติจะทราบทันที แล้วยังใช้วิธีเดินสำรวจตรวจสอบด้วยตาเปล่าว่า เกิดการเซาะและเกิดรูโพรงหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เขื่อนถูกทำลาย

จากการตรวจสอบและเตรียมพร้อมเฝ้าระวังเข้มงวดนี้ ประกอบกับปริมาณน้ำโดยรวมของเขื่อนทั้งหมดทั่วประเทศ ที่ล่าสุด เขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำทั้งหมด 49,466 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 65%ของปริมาณความจุ ถึงแม้จะมีปริมาณน้ำมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงประมาณ 5,203 ล้าน ลบ.ม.และยังมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนวันละ 517.22 ล้านลบ.ม. ขณะที่ระบายออกวันละ 185.27 ล้านลบ.ม….แต่ก็ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากถึง 26,541 ล้านลบ.ม.

ด้วยการเตรียมพร้อมและความจุของเขื่อนที่ยังรองรับน้ำได้อีกไม่น้อยนี่เอง ทำให้อธิบดีทองเปลวมีความมั่นใจ กล้ายืนยันว่า จะไม่เกิดปัญหา “เขื่อนแตก” หรือเขื่อนพังอย่างแน่นอน โดยเขื่อนทั้งหมดภายใต้กาลดูแลกรมชลประทาน มีเขื่อนขนาดใหญ่ 25 แห่ง เขื่อนขนาดกลาง 478 แห่งและเขื่อนขนาดเล็ก 1,097 เขื่อน มีสภาพพร้อมใช้งาน และมั่นคงแข็งแรงดี

ได้เห็นข้อมูลและการเตรียมพร้อมเหล่านี้แล้ว คงทำให้เกิดความสบายใจกันได้มากพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับเกษตรกรที่อยู่ในฤดูกาลเพาะปลูกช่วงนี้ ก็ไม่สมควรนิ่งนอนใจ จนประมาทเกินไปเพราะน้ำฝน น้ำหลาก น้ำนอกระบบเขื่อนอื่นๆยังมีปริมาณมาก ล้วนมีโอกาสเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายแก่พืชผลที่ลงแรงเพาะปลูกไปแล้วได้ จึงควรต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือล่วงหน้าให้ดีด้วย…ขอให้พี่น้องเกษตรกรทุกคนโชคดีครับ

ทิ้งท้าย มีข่าวสั้นๆของอดีตผู้ใหญ่ผู้น่านับถือในกระทรวงเกษตรฯที่เกษียณไปแล้ว คือ คุณอภิชาต จงสกุล อดีตอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินและอดีตเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ล่าสุดเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับรองเลขาฯใหม่อีก 3 ท่านคือ คุณสุวัฒน์ จิราพันธุ์ อดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ,คุณเทิดศักดิ์ บุณยขจร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ และคุณเดชพล ฐิตยารักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาโครงการจากสภาพัฒน์

นับว่าพวกท่านเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าของสังคม แม้จะเกษียณแล้ว ก็ยังมีสติปัญญาที่จะทำงานพัฒนาเพื่อช่วยเหลือสังคมไทยต่อไปได้ ขอชื่นชมด้วยครับ

สาโรช บุญแสง

Leave a comment