ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/364810

ส่องเกษตร : พ.ร.บ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?(2)
มาว่ากันต่อเรื่องร่างพ.ร.บ.ข้าว ฉบับใหม่ที่สัปดาห์ก่อน ผมบอกเล่าเบื้องต้นไปแล้วว่า กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งนายกฯบิ๊กตู่ให้ความสำคัญมากว่า จะเป็นกฎหมายที่ช่วยดูแลบริหารจัดการ “ข้าว”อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่“ต้นทาง”คือชาวนาผู้ปลูก,กลางทาง ระบบการค้าข้าว จนถึงปลายทาง ด้วยเป้าประสงค์เน้นย้ำช่วยเหลือชาวนาให้มากที่สุด…ทำอย่างไรให้มีรายได้สูงขึ้น
ที่นี่มาดูรายละเอียดกฎหมายกัน…เริ่มที่“หลักการและเหตุผล” ระบุในร่างว่า “ข้าว”มีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ,สังคม,วัฒนธรรม,สิ่งแวดล้อมและความมั่นคง แต่ปัจจุบันการทำนากำลังประสบปัญหาทั้งระบบ จากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของ เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม การทำนาเสี่ยงขาดทุน ปัจจัยผลิตราคาสูงขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิตมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ชาวนามีรายได้ไม่เพียงพอดำรงชีวิต
ดังนั้นจึงสมควรปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิตข้าวตลอดห่วงโซ่ ให้มีความมั่นคง ยั่งยืนอย่างบูรณาการ และเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการ ตลอดจนสนับสนุนการรวมกลุ่มชาวนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้มีกลไกควบคุมการผลิตและจำหน่ายข้าวอย่างเป็นระบบ สร้างความเป็นธรรมระหว่างชาวนาและผู้รับซื้อ ให้มีคณะกรรมการข้าวประกอบจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวของประเทศ ให้นำไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีระบบที่ให้ความคุ้มครองชาวนาให้ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม และรักษาความเป็นอันดับหนึ่งของประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก
เนื้อหาสาระสำคัญในพ.ร.บ.เช่น กำหนดให้รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ กับออกกฎกระทรวง,ระเบียบ,ประกาศ เพื่อปฏิบัติตาม
พ.ร.บ.ฉบับนี้, กำหนดให้มีคณะกรรมการข้าว (คกข.) ที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่จัดทำแผนนโยบายยุทธศาสตร์ข้าว ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าวเป็นหน่วยงานใหม่ มีอธิบดีกรมการข้าวทำหน้าที่เลขาธิการฯ ผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสำนักงานนี้
กำหนดให้จดทะเบียนผู้ประกอบกิจการด้านข้าว และขึ้นทะเบียนชาวนา เพื่อกำกับและควบคุมตั้งแต่ปัจจัยการผลิต,กระบวนการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ,การจำหน่ายข้าวเปลือก ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ชาวนาและผู้รับชื้อ ทำให้ภาครัฐมีข้อมูลภาคการผลิตข้าวที่ถูกต้อง สำหรับวางแผนหรือกำหนดนโยบายพัฒนาข้าวและชาวนา
ที่สำคัญกำหนดให้กระทรวงเกษตรฯจัดทำเขตศักยภาพการผลิตข้าว(Zoning)ของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ โดยวิเคราะห์พื้นที่แหล่งผลิตข้าวที่เหมาะสมและพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ทั้งด้านกายภาพและด้านการตลาด เพื่อประโยชน์ในการกำหนดให้ผลิตข้าวตามพันธุ์ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดทางเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพการผลิต สามารถลดต้นทุน มีผลผลิตคุณภาพ แข่งขันได้ ซึ่งบทเฉพาะการกำหนดให้ดำเนินการโซนนิ่งให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้
กฎหมายยังกำหนดโทษผู้ประกอบการที่ทำผิดเรื่อง “คุณภาพข้าว” ไม่ว่าขายพันธุ์ข้าวเสื่อม ไร้คุณภาพ ไม่มีใบรับรอง โฆษณาพันธุ์ข้าวอันเป็นเท็จ,ปลอมปนข้าว โดยเจ้าพนักงานมีอำนาจเก็บตัวอย่าง,ตรวจค้น จนถึงยึดอายัดข้าวเปลือก,ข้าวสาร,สมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานใดๆได้ ส่วนชาวนาที่ฝ่าฝืนไม่กำหนดโทษไว้ แต่อาจมีผลให้ชาวนาที่ฝ่าฝืนไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายเท่าที่ควร
นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันการลักลอบนำข้าวและข้าวเปลือก เข้ามาในราชอาณาจักร โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยึดและทำลายได้ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารเคมี โรค แมลง ที่จะมาระบาดในประเทศ ตลอดจนป้องกันการเข้ามา“สวมสิทธิ”เพื่อประโยชน์ในการรับการช่วยเหลือจากนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพข้าว และบริหารจัดการข้าวของประเทศได้
สรุปภาพรวมๆ ตามเนื้อหาที่ว่ามานี้ นับเป็นความตั้งใจบูรณาการเรื่อง“ข้าว”ให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง,กลางทางถึงปลายทางดังที่นายกฯบิ๊กตู่ว่ามา บางเรื่องเช่น“โซนนิ่ง”ก็เป็นสิ่งที่กระทรวงเกษตรฯผลักดันมาหลายปีแต่ยังไม่เห็นผล ครั้งนี้ถ้ากฎหมายบังคับใช้ คงช่วยให้ทำได้จริงๆเสียที
อย่างไรก็ตาม เนื้อหากฎหมายนี้ ก็ยังมีข้อวิพากษ์ของนักวิชาการอยู่ไม่น้อย ค่อยต่อกันสัปดาห์หน้าอีกตอนก็แล้วกัน
สาโรช บุญแสง