ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/368788

ชายคาพระพิรุณ : 8 ตุลาคม 2561
…สัปดาห์ที่ผ่านมา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมแนวทางดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา ผ่าน VDO Conference และถ่ายทอดไปยังจังหวัดเป้าหมายทั้ง 33 จังหวัด ซึ่งการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นหลังการทำนาปรังปี 2561 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป …โครงการดังกล่าวมีรัฐจัดมาตรการลดความเสี่ยงให้เกษตรกร ด้วยการจัดหาตลาดและประสานกับภาคเอกชนเข้ามาเจรจาซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้าด้วยราคาที่เป็นธรรม มีการประกันรายได้ขั้นต่ำของเกษตรกร การรับรองราคารับซื้อผลผลิตของภาคเอกชน การทำประกันภัยพืชผล และการสนับสนุนความรู้และเงินทุนหรือปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร โดยเกษตรกรที่ร่วมโครงการสามารถขอกู้เงินจาก ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี วงเงินไร่ละ 2,000 บาท (ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย) และได้ประสานเอกชนให้มารับซื้อข้าวโพดอาหารสัตว์ตามคุณภาพในราคาไม่น้อยกว่าราคาขั้นต่ำที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด
นอกจากนี้ยังมีสนับสนุนเบี้ยประกันภัย 65 บาทต่อไร่ เมื่อได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติจะได้รับค่าชดเชยไร่ละ 1,500 บาท และรัฐได้กำหนดนโยบายให้สินเชื่อสถาบันเกษตรกร เพื่อเสริมสภาพคล่องในการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตข้าวโพดจากเกษตรกร โดยให้กู้ผ่าน ธ.ก.ส. อัตราร้อยละ 1 ต่อปี เป้าหมายพื้นที่ดำเนินการ 33 จังหวัดในเขตภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ…สำหรับการขับเคลื่อนโครงการฯในส่วนของ กรมส่งเสริมการเกษตร นั้น นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีฯ บอกว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้บันทึกผลการสำรวจความต้องการเบื้องต้นของเกษตรกร ข้อมูล ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2561 เวลา 12.00 น. มีผู้สนใจ จำนวน 71,984 ราย พื้นที่ 653,316.75 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 147,871.25 ไร่ และ นอกเขตชลประทาน 505,445.50 ไร่ โดยจังหวัดที่มีพื้นที่เกษตรกรสนใจมากที่สุด 4 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุบลราชธานี และ นครสวรรค์ ตามลำดับ
“ขุนเกษตรา” มองว่าโครงการนี้โดยภาพรวม เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรสามารถมีพืชที่จะปลูกแล้วเป็นรายได้ดีกว่าปลูกข้าวและไม่ทำให้ปริมาณข้าวล้นตลาด อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการเรื่องน้ำได้อีกด้วย เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อยและตลาดมีความต้องการสูง แต่อยากให้ดำเนินการในพื้นที่ที่มีความพร้อม เกษตรกรมีความต้องการจริงๆ จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมา ส่วนเกษตรกรก็ต้องศึกษาและเปิดใจรับการปรับเปลี่ยน หากทำเกษตรแบบเดิมแล้วความเป็นอยู่ไม่ดีขึ้น นโยบายรัฐอาจจะไม่ได้ดีที่สุดทุกนโยบาย แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายหากทุกฝ่ายร่วมมือกันจริงจังย่อมเกิดผลที่ดีตามมา อย่ามองแค่เรื่องละลายงบหรือเอื้อประโยชน์ให้ใครเพียงมุมเดียว หากแต่ทำแล้วเกษตรกรได้รัฐไม่เสียก็น่าทำ…
สุดท้ายฝากกิจกรรม กรมปศุสัตว์ ร่วมกับกรมอนามัย และสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ จัดงาน “วันไข่โลก 2561” (World Egg Day 2018) ในวันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2561 เวลา 09.00-16.00 น. ณ อาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ เพื่อรณรงค์เพิ่มการบริโภคไข่ไก่ ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” เพื่อสร้างความรับรู้ในวงกว้างให้คนไทยเห็นถึงคุณประโยชน์การบริโภคไข่ และเพิ่มการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยให้เป็น 300 ฟอง/คน/ปี โดยไข่ไก่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่กรมปศุสัตว์กำกับมาตรฐานการผลิตตั้งแต่ที่ฟาร์ม มีการควบคุมดูแลทั้งเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะและสารตกค้างต่างๆ และมีกระบวนการรับรองผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ในชื่อ “ไข่ไก่ OK” ซึ่งมั่นใจได้ว่า ปลอดภัยต่อผู้บริโภค…คนไทยต้องบริโภคไข่ทุกวันนะครับ นอกจากได้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อีกด้วย
ขุนเกษตรา