Pet care :โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/330312

Pet care :โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนจบ)

Pet care :โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์นี้เรามาคุยกันถึงเรื่อง “ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า” กันต่อนะครับ

● “เฉพาะสุนัขและแมวเท่านั้น ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้”

ไม่จริง : เป็นความเข้าใจที่ผิดถนัดเลยครับ! โรคพิษสุนัขบ้าสามารถเป็นได้กับ “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” ทุกชนิดครับไม่ว่าจะเป็น “สัตว์เลี้ยง” เช่น หนู กระรอก กระแต กระต่ายเม่นแคระ จิงโจ้บิน “สัตว์ปศุสัตว์” เข่น ม้า สุกร โค กระบือรวมถึง “สัตว์ป่า” เช่น เสือ สิงโต ลิง ม้าลาย เก้ง กวาง บ่าง ชะนี อีกด้วย

● “หากถูกสุนัขหรือแมวที่มีอาการปกติกัด ก็ไม่เป็นไร”

ไม่จริง : สุนัขและแมวสามารถแพร่เชื้อโรคได้ถึง 10 วันก่อนที่จะแสดงอาการ ดังนั้นหากถูกสุนัขหรือแมวกัดในช่วงที่มีการแพร่ของเชื้อก่อนที่จะแสดงอาการแล้วล่ะก็ เราอาจชะล่าใจ ดังนั้นเราจึงต้องฉีดวัคซีน (ให้ผู้ถูกกัดเอง) และกักสัตว์ต่ออีกสัก 1-2  สัปดาห์ เพื่อดูอาการด้วยครับ

● “การฉีดวัคซีนในสุนัขและแมว สามารถป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ 100%”

ไม่จริง : การฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าสามารถ “ลดความเสี่ยง” ของการเกิดโรคเท่านั้น  ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดโรคครับ รวมถึงหากสัตว์ได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าอยู่ก่อนแล้ว และอยู่ในระยะฟักตัว ก็จะทำให้การฉีดวัคซีนไม่ได้ผลตามที่คาดไว้ครับ

● “การฉีดวัคซีนให้สุนัขหรือแมวเพียงครั้งเดียว ก็สามารถป้องกันได้แล้ว”

ไม่จริง : การฉีดวัคซีนเพียงเข็มแรกเข็มเดียว ก็ยังมีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ เพราะภูมิคุ้มกันที่ได้รับนั้นไม่สูงเพียงพอ สัตว์ต้องได้รับการกระตุ้นวัคซีนเป็นครั้งที่ 2 (ในขวบปีแรก) และต้องกระตุ้นซ้ำเป็นประจำทุกปีด้วยครับ

● “การถูก “กัด” เท่านั้น ถึงจะสามารถทำให้ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้”

ไม่จริง : การติดต่อของโรค ไม่เพียงแค่การโดนกัดเท่านั้นครับ การถูกเลียที่แผล หรือถูกข่วน ก็อาจทำให้ติดโรคได้ หากสุนัขหรือแมวตัวที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้านั้นเลียอุ้งเท้าและเล็บตัวเอง ก็อาจมีไวรัสจากน้ำลายติดค้างอยู่ที่เล็บ และสามารถแพร่เชื้อได้ครับ

● “ถ้าถูกสุนัขกัด ให้รีบเอารองเท้าตบ หรือราดแผลด้วยน้ำปลา”

ไม่จริง : ขอยืนยันว่าการเอารองเท้าตบที่แผลนั้น ไม่ได้ช่วยรักษาโรคนี้เลยครับ กลับยิ่งจะทำให้สิ่งสกปรกและฝุ่นเข้าบาดแผลที่ถูกกัดมากขึ้นด้วย ส่วนการราดด้วยน้ำปลานั้น หากเป็นน้ำปลาแท้ที่มีความเข้มข้นสูงอาจช่วยฆ่าเชื้อได้บ้าง แต่สารปรุงแต่งในน้ำปลาก็จะเข้าไปในแผลด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นน้ำปลาปลอมหรือน้ำปลาที่มีความเข้มข้นต่ำและมีสิ่งเจือปนมากแล้ว ยิ่งนอกจากจะทำลายเชื้อไม่ได้แล้ว ยิ่งจะทำให้ผู้ถูกกัดได้รับสิ่งแปลกปลอม
เหล่านั้นเข้าบาดแผลมากยิ่งขึ้นด้วย

ถ้าจะให้ดี ควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นล้างแผลซ้ำอีกครั้งด้วยทิงเจอร์ไอโอดีนหรือโพรวิโดนไอโอดีน (เบตาดีน) และรีบไปพบแพทย์ครับ (ล้างแผล-ใส่ยา-กักหมา-หาหมอ)

● “รอให้สุนัขและแมวที่กัดตายเสียก่อน จึงค่อยไปพบแพทย์ก็ได้”

ไม่จริง : เมื่อถูกสุนัขที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนกัด หากสุนัขตัวที่กัดไม่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าก็คงไม่น่าวิตกอะไร แต่ถ้าเราไม่ทราบประวัติสุนัขแน่นอนแล้วละก็ การไปพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เป็นสิ่งจำเป็นมากครับ เนื่องจากการฉีดวัคซีนป้องกันที่ได้ผลสูงสุด จะต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงหลังถูกกัด  ในบางกรณีที่บาดแผลใหญ่ บริเวณที่มีเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก หรืออยู่ใกล้สมองมาก หรือมั่นใจว่าสัตว์มีเชื้อพิษสุนัขบ้าแน่ๆ แพทย์จะพิจารณาในการฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (เซรุ่ม) เข้าที่บาดแผลเพื่อทำลายเชื้อได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที แต่มีข้อเสียคือราคาแพง !!

เมื่อได้ทราบอย่างนี้แล้ว หวังว่าผู้อ่านคงจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าดีขึ้นนะครับ ฝากเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเมื่อถูกสุนัขหรือแมวกัด สิ่งที่เราควรคำนึงถึงและควรกระทำเป็นสูตรง่ายๆ คือ “ล้างแผล-ใส่ยา-กักหมา-หาหมอ” ครับผม

** โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่สามารถป้องกันได้ครับ **

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment