ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/278546
.jpeg)
กรณีศึกษา การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ
วันหนึ่ง ผมมีโอกาสได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดีให้กับชาวต่างประเทศ (จีน) ด้วยการพาพวกเขา (มีด้วยกัน 5 คน ผู้ใหญ่ 2 เด็กแบเบาะ 1 และเด็กประมาณ 8-12 ปี อีก 2) ให้ข้ามถนน (อันแสนจะน่ากลัว) มายังศูนย์วัฒนธรรมที่ถนนเทียมร่วมมิตร เนื่องจากเขามาถามผมว่า ศูนย์วัฒนธรรมไทยอยู่ที่ไหน?
ผมนำหน้าพวกเขาข้ามถนนมาอย่างทุลักทุเลเพราะเขากลัวรถที่วิ่งเร็วมากและเป็นทางโค้งด้วย พอข้ามมาเสร็จเข้าถึงบริเวณของศูนย์วัฒนธรรม ผมก็บอกเขาว่านี่แหละคือพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรม เขาต้องการมาดูอะไร หรือจะมาพบใคร เขาบอกว่า ไม่ได้มาพบใครหรอกแต่จะมาดูทุกอย่างที่แสดงอยู่ที่ศูนย์วัฒนธรรม


ผมเองก็ไม่รู้ว่าเหมือนกันว่า วันนี้ที่เวทีของศูนย์วัฒนธรรมเขามีการแสดงอะไร จึงถามเขาไปว่าจะดูการแสดงอะไรเพราะที่มีสองเวที คือเวทีใหญ่กับเวทีเล็กเขาบอกไม่รู้เหมือนกัน แต่จะดูทุกอย่างที่แสดงไว้ในศูนย์
เท่านี้ผมก็เลยพอจะเดาใจเขาได้ว่า เขาคงคิดว่าศูนย์วัฒนธรรมของเราคงจะมีการแสดงหรือโชว์อะไรที่มีเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยเอาไว้เหมือนพิพิธภัณฑ์นั่นเอง เลยเกิดความรู้สึกสงสาร เขาว่า เขาคงจะผิดหวัง เพราะที่ศูนย์วัฒนธรรมของเราไม่มีการจัดนิทรรศการหรือการแสดงประจำทุกวัน แต่เมื่อพวกเขาอุตส่าห์ทุลักทุเลมาแล้ว ก็เลยคิดว่าให้เขาดู เวทีมวย ดูอารมณ์ ดูสิ่งก่อสร้างรอบๆ บริเวณไปก็แล้วอย่างน้อยก็เหมือนมาเที่ยวสวนสาธารณะพาเด็กมานั่งชมวิวและพักผ่อนก็แล้วกัน

แต่ก็ต้องผิดหวังอีก ที่วันนั้นเกิดมีการจัดงานแจกรางวัลของหนังสือฉบับหนึ่ง เขามี รปภ. ใส่ชุดดำ แว่นดำบ้างไม่แว่นบ้าง คอยยืนไม่ให้คนเดินผ่านทางที่คนทั่วๆ ไปเคยเดินกันอยู่
เอาละซี ถนนคนเดินถูกห้ามเดิน แล้วคนก็ไม่เคยมาในที่สถานแห่งนี้ แล้วมันจะอ้อมหรือกล้าเดินไปไหนได้ ผมก็เลยเดินเข้าไปบอกคนชุดดำขอให้พวกเขาผ่านเข้าไปหน่อย เพราะคิดว่าจะให้เขาไปดูห้องแสดงเรื่องราวต่างๆ ที่อยู่ที่ด้านหลัง และดูศาลาไทย กลางลานของศูนย์ ชายชุดดำพูดได้ประโยคเดียวและทำหน้าได้หน้าเดียวคือหน้าดุ ยิ้มไม่เป็นบอกว่า “ไม่ได้ ผ่านไม่ได้” เลยต้องพาอ้อมไปทางถนนอีกครั้งเพื่ออ้อมไปด้านหลังคือทางตึกตรวจภาพยนตร์ ทุลักทุเล อีกตามเคย

พอมาถึงผมก็บอกพวกเขาว่ามีห้องแสดงนิทรรศการอยู่ที่ชั้นสองขึ้นไปดูเถอะ เพราะผมเคยดูมาหลายสิบปีแล้วเห็นว่ามีอะไรน่าดูน่าศึกษามาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้ว เราก็แยกจากกัน เป็นอันสิ้นสุดการทำหน้าที่พลเมืองดี
แต่เมื่อมาได้มาคุยกับข้าราชการที่ทำงานอยู่ที่ศูนย์เขาบอกว่า ห้องนิทรรศการที่ผมแนะนำไปนั้นก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะขาดการบูรณะส่งเสริม ผมก็เลยเกิดอาการห่อเหี่ยวขึ้นในหัวใจอีกว่า แล้วชาวจีนที่หวังจะได้มาเที่ยวเพื่อดูวัฒธรรมไทยเขาจะได้เห็นอะไรประทับใจบ้างหว่า และนึกไม่ออกว่าเขาจะกลับกันอย่างไร ผิดหวังแค่ไหนที่อุตส่าห์อุ้มลูกจูงหลานข้ามถนนเพื่อจะมาดูอะไรๆ ศูนย์วัฒนธรรมไทย

จากเหตุการณ์ดังกล่าวเลยทำให้เกิดงานเขียนในวันนี้ขึ้นมาว่า เรา (คนไทย) ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่คุ้มค่าหรือเปล่า คงต้องขอพูดและขอความเห็นจากท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศว่าเราจะไม่เสียดายกับทรัพยากรที่ใช้ไม่คุ้มค่ากันบ้างหรือ?
จะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะลองใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่มาทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้น คือไหนๆ ก็มีสถานที่ มีบุคลากร และมีภูมิปัญญาพร้อมแล้ว เราก็จัดสถานที่แห่งนี้ให้มีกิจกรรมอันเกี่ยวกับวัฒนธรรมเอาไว้เป็นประจำเสียเลย โดยจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เรียนรู้วัฒนธรรมของชาติอย่างเป็นทางการ ใครจะไปดู ไปเที่ยว ไปกิน ไปเล่นที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางวัฒนธรรมสามารถมาได้ทุกวัน สถานที่แห่งนี้ก็จะเกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น และเป็นแหล่งเรียนรู้ ดูงานวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

หรือกลัวว่าเปิดแล้วจะไม่มีใครมาดูก็ทำเป็นโยบายโดยร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯเสียเลย คือให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯประกาศให้ศูนย์วัฒนธรรมเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน(มิฉะนั้นจะเสียดาย) ซึ่งเชื่อว่า การบูรณาการกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯคงเข้ากันได้อย่างดี ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ คือ คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร กับอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คือ พิมพ์รวี วัฒนวรางกูร น่าจะมีเคมีเข้ากันได้เป็นอย่างดี และน่าจะทำการพัฒนางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทุกวันนี้ผมก็เห็นศูนย์วัฒนธรรมอบรมนั่นอบรมนี่อยู่เป็นประจำ เมื่ออบรมแล้วก็หายไป แทนที่จะเสียเงินจัดอบรมก็เอางบนั้นมาจัดเป็นกิจกรรมถอนทุนคืนเสียเลยน่าจะมีประโยชน์คุ้มค่าว่าอบรมแล้วก็ทิ้งไป โดยไม่มีผลลัพธ์อะไรออกมา
ทั้งหมดนี้คือความเสียดายของผมที่เห็นว่ามีทรัพยากรแล้วใช้ได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เลยคิดออกมาให้ได้ยินกันดังๆ แต่ถ้าเกิดท่านนายกฯมีเหตุผลว่า หากเอามาทำแบบนี้แล้วมันอาจจะไปเกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติ “ก็ไม่เถียงหรือขัดแย้งอะไรนะครับ” เพราะผมเป็นแค่ชาวบ้านไม่รู้ในเรื่องของความมั่นคงทางยุทธวิธีการบริหารประเทศลึกซึ้งอย่างไร…คิดได้อย่างเดียว “เสียดายของนั่นแหละครับ”


โดย ชนิตร ภู่กาญจน์