พระองค์ภาฯ ทูตสันถวไมตรี UNODC ทรงดูงานเรือนจำหญิงที่อินโดนีเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/333311

พระองค์ภาฯ ทูตสันถวไมตรี UNODC  ทรงดูงานเรือนจำหญิงที่อินโดนีเซีย

พระองค์ภาฯ ทูตสันถวไมตรี UNODC ทรงดูงานเรือนจำหญิงที่อินโดนีเซีย

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทรงเยี่ยมชมเรือนจำหญิงนอกกรุงจาการ์ตา

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทูตสันถวไมตรีสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ด้านหลักนิติธรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสด็จพร้อมด้วยนายเจเรมี่ดั๊กลาส ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกและคณะผู้บริหารระดับสูงจาก UNODC และประเทศไทยได้เข้าพบนายลิม จ็อก ฮอย เลขาธิการอาเซียนคนใหม่ เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือระหว่าง UNODC และอาเซียน พร้อมกับทรงเยี่ยมชมเรือนจำหญิงนอกกรุงจาการ์ตา ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มการปฏิรูปเรือนจำ

การเสด็จเยือนกรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซียในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางวาระการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 16 ว่าด้วยหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของ UNODC ในการช่วยให้ประเทศต่างๆ สร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันในกระบวนการยุติธรรมและกลไกในการสร้างความมั่นคงสาธารณะ โดย UNODC และประชาคมอาเซียนอยู่ระหว่างการหารือเพื่อหาวิธีขับเคลื่อนและส่งเสริมเป้าหมายดังกล่าวร่วมกันในภูมิภาค


พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทูตสันถวไมตรีสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ทรงเข้าร่วมประชุม

ระหว่างการประชุมร่วมกับนายลิม จ็อก ฮอย เลขาธิการอาเซียน พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและส่งเสริมหลักนิติธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเน้นคนเป็นศูนย์กลาง รวมถึงกลุ่มผู้เปราะบางในสังคม ที่อาจตกเป็นเหยื่อในอาชญากรรมต่างๆ รวมทั้งการค้ามนุษย์ พระดำรัสตอนหนึ่งมีใจความว่า “กระบวนการยุติธรรมทางอาญาและการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพจะช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลและของสังคมในภาพรวม” และได้ประทานพระดำรัสต่อไปว่า “ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้น่าจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน และ UNODC สามารถเข้ามาช่วยเหลือผ่านการดำเนินโครงการที่มุ่งส่งเสริมความยุติธรรมและความเท่าเทียม”

เจเรมี่ ดั๊กลาส ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก กล่าวว่า “UNODC รู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งในความพยายามของสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ที่ร่วมกันประเมินสถานการณ์และนำเสนอปัญหาความท้าทายต่างๆ ใน “การประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ” และ “การประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงเรื่องยาเสพติด” โดย UNODC มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลืออาเซียนในการจัดการกับประเด็นปัญหาเหล่านี้ อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องตระหนักด้วยว่าการจัดการกับปัญหาด้วยวิธีการเดิมอาจไม่ได้ผลเสมอไป และเราจำเป็นจะต้องมองหาแนวทางใหม่ๆ และในบางครั้งอาจเป็นแนวทางที่ต้องใช้ความพยายามสูงในการแก้ไขปัญหา”

การนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงได้เข้าเยี่ยมชมเรือนจำหญิงตังเกอรัง (Tangerang) ถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้การบริหารจัดการเรือนจำในอินโดนีเซีย และเป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพ (ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้ต้องขังหญิง) ไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศและทั่วภูมิภาคเรือนจำหญิงตังเกอรังตั้งอยู่ในพื้นที่ชานเมืองของกรุงจาการ์ตา มีความสามารถรองรับผู้ต้องขังได้ 250 คน แต่ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่คุมขังผู้ต้องขังหญิงถึง 403 คน เกินความจุที่ควรจะเป็นอยู่ 61% โดยผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำแห่งนี้กว่า 86% เข้ามาอยู่ในเรือนจำด้วยคดียาเสพติด ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำเป็นสถานการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในเรือนจำที่อินโดนีเซียและในประเทศอื่นๆ ทั่วภูมิภาค โดยมีที่มาจากการกำหนดให้คดียาเสพติดต้องรับโทษสูงสั่งจำคุกเป็นระยะเวลายาวนาน ถึงแม้ว่าเรือนจำหญิงตังเกอรังจะประสบปัญหาข้างต้น แต่อาจกล่าวได้ว่าที่นี่เป็นหนึ่งในเรือนจำของอินโดนีเซียที่มีความมุ่งมั่นบริหารจัดการพื้นที่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

โดยพระองค์ได้ประทานข้อคิดระหว่างการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ของเรือนจำหญิงตังเกอรังว่า “การบริหารจัดการลักษณะทางกายภาพเรือนจำให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ จำเป็นจะต้องขยายขอบเขตไปถึงการช่วยให้ผู้ต้องขังกลับสู่สังคมด้วย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างโอกาสในการจ้างงาน และการให้ความช่วยเหลือภายหลังการปล่อยตัว การนำข้อกำหนดกรุงเทพมาปฏิบัติจะช่วยเป็นหลักประกันการรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของผู้ต้องขังหญิง เป็นการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงด้วยความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจระหว่างที่ต้องโทษ ทั้งยังเป็นการสร้างสังคมที่ปลอดภัย ด้วยการเตรียมความพร้อมให้พวกเธอก้าวสู่ชีวิตนอกกำแพงได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

Leave a comment