ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/334817

ส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยลมชัก ในโครงการ From Hat to Heart มากกว่า ‘ใส่หมวกคือการใส่ใจ’
รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า หัวหน้ากลุ่มวิจัยโรคลมชักแบบบูรณาการ ม.ขอนแก่น พร้อมด้วย นพ.สมชาย โตวณะบุตร แพทย์ทรงคุณวุฒิทางประสาทวิทยา ที่ปรึกษากรมการแพทย์ เลขาธิการมูลนิธิสนับสนุนสถาบันประสาทวิทยา อดีตนายกสมาคมโรคลมชักแห่งประเทศไทย, เภสัชกร ณัฐพันธุ์ นิมมานพัชรินทร์กก.ผจก.บจ. (ประเทศไทย) มาร์เก็ต, โบว์-แวนด้า สหวงษ์ และ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ร่วมถ่ายภาพ
โครงการ From Hat to Heart มากกว่าการใส่หมวกคือการใส่ใจ เดินหน้ารณรงค์พร้อมสร้างความเข้าใจในผู้ป่วยโรคลมชักนำโดย รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า หัวหน้ากลุ่มวิจัยโรคลมชักแบบบูรณาการ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ นพ.สมชายโตวณะบุตร แพทย์ทรงคุณวุฒิทางประสาทวิทยาที่ปรึกษากรมการแพทย์ เลขาธิการมูลนิธิสนับสนุนสถาบันประสาทวิทยา อดีตนายกสมาคมโรคลมชักแห่งประเทศไทย สนับสนุนโครงการโดย บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จำกัดร่วมรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคลมชักที่มีผลกระทบทั้งกับตัวผู้ป่วยเองและครอบครัว โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านร่างกาย สังคมและพฤติกรรม ตลอดจนเพื่อให้การปฏิบัติต่อผู้ป่วยโรคลมชักเป็นไปอย่างเหมาะสมและให้สังคมเห็นความสำคัญที่จะให้ความรักความเอาใจใสต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก

ร่วมพูดคุยปัญหาเกี่ยวกับโรคลมชัก
โดย รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า เผยถึงภาพรวมความสำคัญของโรคลมชักว่า “โรคลมชักเป็นโรคที่เกิดจากพันธุกรรมและภาวะอื่นๆ ที่ผู้ป่วยได้มาหลังกำเนิด โดยเป็นความผิดปกติของสมองและเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญ หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาหรือได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องและเหมาะสมตั้งแต่แรกๆ ก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งร่างกาย จิตใจ คุณภาพชีวิตและสังคม อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสังคมและประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ด้าน นพ.สมชาย โตวณะบุตร กล่าวเพิ่มเติมถึงผลกระทบที่สำคัญของโรคลมชักจนกลายเป็นที่มาของโครงการ From Hat to Heart มากกว่าการใส่หมวกคือการใส่ใจว่า “ปัญหาของผู้ป่วยโรคลมชักที่สำคัญ คือ ผลกระทบทางด้านร่างกายที่ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงกับการกระทบกระเทือนของศีรษะ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางสมอง ผู้ป่วยบางรายควรใส่หมวกกันน็อกในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันศีรษะและสมอง จากการกระทบกระเทือนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในผู้ป่วยโรคลมชัก ดังนั้นการดูแลผู้ป่วยที่อาจจะเกิดอาการชักอย่างเฉียบพลันนี้ ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวควรมีความรู้และสามารถดูแล หรือช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องในการดูแลขั้นพื้นฐานได้อีกด้วย”

เชิญชวนให้เข้ามาร่วมโครงการ From Hat to Heart
ทั้งนี้ เภสัชกร ณัฐพันธุ์ นิมมานพัชรินทร์ ได้กล่าวในฐานะผู้ร่วมรณรงค์และสนับสนุนโครงการว่า เนื่องจากปัญหาของผู้ป่วยโรคลมชักนั้นวิกฤติมากกว่าที่หลายคนจะคาดคิดได้ เราจึงได้จัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อรณรงค์และสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้กับสังคมไทยและร่วมกันสนับสนุนโครงการ เพื่อนำไปต่อยอดในการพัฒนาให้กับสถาบันต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโรคลมชักต่อไป “ที่สำคัญทางโครงการต้องการร่วมกันรณรงค์สร้างความเข้าใจของผู้ป่วยเป็นหลัก พร้อมทั้งบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยหรือครอบครัวที่ไม่มีอาชีพหรือขาดรายได้ โดยในครั้งนี้ เราได้รณรงค์ให้ร่วมบริจาคสมทบทุนโดยตรงให้แก่ผู้ป่วยโรคลมชักและครอบครัวผ่าน โครงการ From Hat To Heart มากกว่าการใส่หมวกคือการใส่ใจ ชื่อบัญชี “กองทุนศึกษาวิจัยโรคลมชัก” ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 551-284003-5 หรือ ร่วมบริจาคผ่าน SMS เพียงพิมพ์ FH และส่งมาที่เบอร์ 414-1111ครั้งละ10 บาท
พร้อมกันนี้ ยังสามารถร่วมกิจกรรมเพื่อแสดงถึงความเข้าใจในโรคลมชัก เพื่อลดความแตกต่าง และร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยและครอบครัว ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่ใส่หมวกอะไรก็ได้น่ารักๆ พร้อมถ่ายรูปเซลฟี่ลงเฟซบุ๊ค,อินสตาแกม หรือ ทวิตเตอร์แล้วติด #fromhattoheart จากนั้น แท็กเพื่อนๆ 3 คน เพื่อเชิญชวนให้เข้ามาร่วมโครงการ From Hat to Heart ถึง 31 พฤษภาคม 2561