ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/335031

นักออกแบบรุ่นใหม่ 34 แบรนด์ประชันฝีมือ
กรุงเทพ ดิเรกมหามงคล ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ PAUL DIREK
เป็นอีกงานใหญ่ที่เหล่านักออกแบบไทยรุ่นใหม่ไฟแรง 34 แบรนด์ จากโครงการ Talent Thai & Designers’ Room โดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้มีโอกาสนำผลงานการออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น มาอวดโฉมในงาน STYLE 2018 พร้อมนิทรรศการผลงานร่วมระหว่างสองดีไซเนอร์ชาวไทย แบรนด์ PAUL DIREK และดีไซเนอร์ชาวออสเตรีย แบรนด์ PITOUR ที่นอกจากจะสร้างประสบการณ์ในเรื่องการทำตลาดให้กับนักออกแบบไทยแล้ว ยังจะต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มออกสู่ตลาดต่างประเทศ
ภายในศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (Hall EH101) บางนา เต็มไปด้วยผลงานออกแบบที่มีทั้งดีไซน์และการสร้างแบรนด์ของนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ ในโครงการTalent Thai & Designers’ Room ซึ่ง ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เผยว่า ผู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ เป็นผู้ประกอบการที่เน้นในเรื่องของงานดีไซน์ และการสร้างแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ส่งเสริมการสร้างประสบการณ์ในเรื่องการทำตลาดให้กับนักออกแบบ ให้พร้อมที่จะต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มออกสู่ตลาดต่างประเทศ รวมทั้งยกระดับการพัฒนาความสามารถของนักออกแบบไทยให้ทัดเทียมนักออกแบบระดับสากล และก้าวสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างภาคภูมิ
.jpg)
Maria Oberfrank ดีไซเนอร์ชาวออสเตรีย เจ้าของแบรนด์ PITOUR
ผลงานการออกแบบที่ร่วมแสดงในงานมี 34 แบรนด์ ได้แก่ ARTY&FERN, BASIC TEEORY, FULAME, ITTI-BITTI, JANFIVE STUDIO, LA ORR, MH.MADE BY HAND, MUSLEENA, PORANA, RAW X LUSTER, SIMPL, THAMMADA STUDIO, YOLWAREE, EGGWHITE, GARDEN ATLAS,GEMS HERITAGE, GRAPHTURE JEWELRY, LEAST STUDIO, MAISON CRAFT, MELA, MOREOVER, NUAYNARD, NYMPHEART, PARA, PICA, PLAY, SKOWT PACK, Gleamwood, MAT ARCHER, Mirror Mirror, NAVA BATH & BODY WORKSHOP, PASU it›s alive, PATAPiAN และ Stories of Silver&Silk
ธีรพล ธนมณฑล และ เปลี่ยนกาล ไตรคุ้มพันธุ์ สองดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ NYMPHEART บอกว่า “เป็นโครงการที่มีส่วนช่วยนักออกแบบรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ออกสื่อต่างๆ รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ๆ และการสร้างคอนเนคชั่นในกลุ่มของนักออกแบบด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ โดยแบรนด์ของเรานั้นมีทั้งของแต่งบ้าน และเครื่องประดับที่ใช้ไม้ ซึ่งเป็นส่วนของขอบไม้ที่ถูกตัดทิ้งไม่สามารถใช้งานอย่างอื่นได้ และนำพลาสติกใสอีพ็อกซี่มาอัดผสมเพื่อเพิ่มความแข็งแรง สไตล์การออกแบบทั้งเครื่องประดับและสินค้าตกแต่งบ้าน เน้นความทันสมัยและเรียบง่าย แต่ละชิ้นจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามลวดลายของไม้”
ด้าน นวัต ศักดิ์ศิริศิลป์ และ กรวุฒิ กาญจนาบุญมาเลิศ สองนักออกแบบสินค้าแต่งบ้านจาก แบรนด์ MOREOVER บอกว่า “ของแต่งบ้านในปัจจุบันส่วนใหญ่จะถูกกำหนดวิธีใช้มาตายตัว แต่ของแบรนด์เราจะเว้นช่องว่างให้สามารถปรับใช้สินค้าได้หลากหลาย โดยเราเรียกงานแบบนี้ว่า Creative Function เพื่อให้ผู้ใช้ได้จินตนาการและเติมตัวตนของตัวเองเข้าไปเสริมกับของชิ้นนั้นได้ ด้วยการใช้แผ่นเหล็ก ซึ่งเป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูง เพราะนำมารีไซเคิลได้ 100% เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว เป็นวัสดุหลักนำมาพับขึ้นรูปให้มีความซับซ้อนและสวยงาม เป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับช่างฝีมือคิดค้นเทคนิคในการผลิตใหม่ๆ เพื่อดึงศักยภาพของวัสดุให้เกิดคุณค่าสูงสุด”
อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานก็คือ นิทรรศการการแสดงผลงานคอลเลคชั่น CHANGE ซึ่งเป็นคอลเลคชั่นสุดพิเศษ ที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างดีไซเนอร์ชาวไทย กรุงเทพ ดิเรกมหามงคล เจ้าของแบรนด์ PAUL DIREK และ Maria Oberfrank ดีไซเนอร์ชาวออสเตรีย เจ้าของแบรนด์ PITOUR จากการสนับสนุนของสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา ซึ่งเป็นคอลเลคชั่นประจำฤดูกาล Spring/Summer 2018 ภายใต้แนวคิดของการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างไทยกับออสเตรีย เพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศที่มีต่อกันมาอย่างยาวนานมาจัดแสดงอีกด้วย
กรุงเทพ ดิเรกมหามงคล ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ PAUL DIREK กล่าวถึงผลงานคอลเลคชั่นพิเศษนี้ว่า “เป็นครั้งแรกที่มีการออกแบบร่วมกันของดีไซเนอร์ไทยและออสเตรีย โดยเราสองคนตั้งใจรังสรรค์คอลเลคชั่น Change ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในสังคมไทยและออสเตรีย ซึ่งแม้จะอยู่กันคนละทวีปแต่ทั้งสองวัฒนธรรมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน เราสองคนเลือกใช้โทนสีขาว ดำ เทา เป็นสีหลักของการออกแบบ คอลเลคชั่นนี้ มีทั้งหมด 16 ลุค แบ่งเป็น PAUL DIREK 8 ลุค โดยเราได้นำเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งเป็นเสื้อผ้าแบบยูนิเซ็กส์ แพทเทิร์นใหญ่แบบโอเวอร์ไซส์ และเทคนิคการใช้เลเยอร์มาผสมผสานกับความงดงามของใยผ้าที่ทอจากธรรมชาติ ทั้งใยกัญชง ผ้าฝ้าย และผ้าไหมไทยให้โดดเด่นมีคาแร็กเตอร์เป็นของตัวเอง ส่วนของแบรนด์ PITOUR จะมี 8 ลุคเช่นกัน แต่จะเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงทั้งหมด”
