#VaccinesWork กระตุ้นคนไทยรับวัคซีนป้องกันโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/336177

#VaccinesWork กระตุ้นคนไทยรับวัคซีนป้องกันโรค

#VaccinesWork กระตุ้นคนไทยรับวัคซีนป้องกันโรค

วันพุธ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนของทุกปี เป็น “สัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก” (World Immunization Week) โดยในปีนี้มีแนวคิดหลักคือ “Protected Together, #VaccinesWork” เน้นให้ความสำคัญกับบทบาทหน้าที่ของทุกคนที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านวัคซีนของประเทศจึงจัดงานเสวนา “ทุกภาคส่วนร่วมใจ หยุดโรคภัยด้วยวัคซีน” #VaccinesWork เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญของวัคซีน และร่วมเป็นหนึ่งพลังของการขับเคลื่อนงานด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคนในสังคม ปลอดภัยจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเสวนา ณ ห้องสยามบอลรูม โรงแรมแลงคาสเตอร์ กรุงเทพฯ

แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านกุมารเวชกรรม กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากการสำรวจภาพรวมความครอบคลุมการได้รับวัคซีนทุกชนิดในกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียนและในวัยเรียนของประเทศ มีระดับสูง ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 แต่ยังมีบางส่วนของเด็กกลุ่มเป้าหมาย ที่ไม่ได้รับวัคซีนด้วยสาเหตุจากด้านผู้ปกครอง เช่น ติดภารกิจ จำวันนัดไม่ได้ ความไม่เข้าใจในประเด็นเรื่องวัคซีนเป็นต้น ด้านระบบการนัดที่อาจไม่ได้นัด หรือนัดคลาดเคลื่อนและด้านการเข้าถึงวัคซีน เช่น อยู่ห่างไกล หรืออยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย เป็นต้น จากสภาพปัญหาดังกล่าวเห็นได้ว่ายังมีโอกาสเสี่ยงที่ประเทศไทยจะเกิดการระบาดของโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนที่มีแนวโน้มลดลง หรือหมดไปแล้วกลับมาระบาดจนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขได้อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ การขยายความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนจึงเป็นแนวทางที่ผู้มส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ควรร่วมมือกันพยายามผลักดันเพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและบรรลุตามเป้าหมาย

ดร.นายแพทย์จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้ให้บริการวัคซีนพื้นฐานฟรีในเด็กแรกเกิดไปจนถึงวัยเรียน อายุ 12 ปีจำนวน 11 โรค และยังมีกลุ่มเป้าหมายหลักที่รัฐให้ความสำคัญและสนับสนุนให้รับวัคซีนเพิ่มเติม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นภูมิคุ้มกันซ้ำ ได้แก่ กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มนักเรียนและเด็กวัยรุ่น กลุ่มวัยผู้ใหญ่-กลุ่มเสี่ยง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหอบหืด และกลุ่มผู้สูงอายุ จึงอาจปฏิเสธไม่ได้ว่าวัคซีนมีความจำเป็นและสำคัญทุกกลุ่มอายุ นอกจากจะช่วยป้องกันโรคหรือลดความรุนแรงของโรคแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนทางด้านสุขภาพให้กับประเทศ เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเอง และลดปัญหาการระบาดในครอบครัว ในโรงเรียน และในชุมชนได้ ดังนั้น จึงควรติดตามข้อมูลข่าวสาร และหาโอกาสไปรับวัคซีนที่จำเป็นอยู่เสมอ

นายแพทย์กฤช ลี่ทองอิน ที่ปรึกษาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ความเห็นว่า นอกจากการได้รับวัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กแรกเกิดไปจนถึงวัยเรียน อายุ 12 ปีจำนวน 11 โรคแล้ว การได้รับวัคซีนเพิ่มเติมตามช่วงอายุนั้นๆก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ ทั้งนี้หากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติและกรมควบคุมโรคพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นและความคุ้มค่าในการขยายการให้วัคซีนไปยังกลุ่มประชากรที่มีอายุมากขึ้น และคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติได้พิจารณาเห็นชอบ ก็มีแนวโน้มสูงที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะพิจารณาขยายสิทธิประโยชน์ รวมไปถึงวัคซีนชนิดใหม่ๆ ที่สามารถป้องกันโรคได้หลายชนิดมากยิ่งขึ้น หากวัคซีนเหล่านี้ผ่านการพิจารณาประสิทธิผลและความคุ้มค่าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังได้กล่าวแล้ว เห็นว่า สปสช.โดย คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก็น่าจะยินดีพิจารณาจัดเป็นสิทธิประโยชน์แก่ประชาชน ตามลำดับความสำคัญภายใต้ทรัพยากรด้านสุขภาพที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้ประชาชนไทยได้รับประโยชน์สูงสุด

ดร.ประภาภรณ์ หลังปูเต๊ะ ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ได้เสนอแนะถึงวิธีการแก้ไขปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ประชาชนได้รับวัคซีนอย่างครบถ้วน กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ การให้ข้อมูลแบบรอบด้านแก่ผู้ปกครองและบุคคลสำคัญในครอบครัว เช่น สามี หรือปู่ย่า ตายาย ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจพาบุตรหลานกลับมารับวัคซีนก่อนจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสร้างเสริภูมิคุ้มกันโรค และเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญของการได้รับวัคซีนของบุตรหลาน นอกจากนี้ต้องมีการส่งเสริมให้ความรู้และพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่เอง และการเสวนาในครั้งนี้จะเป็นช่องทางในการหาทางออก หรือหาแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านวัคซีนของประเทศ จะยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนพัฒนางานด้านวัคซีนของประเทศต่อไป ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านวัคซีน ประชาชนเข้าถึงการป้องกันโรคด้วยวัคซีนที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” และหวังว่าจะทำให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และหันมารับวัคซีนให้ครบตามกำหนด เพราะหนทางที่ดีที่สุดในการควบคุมโรค ไม่ใช่การรักษา หากแต่เป็นการป้องกัน ดั่งเช่น คำกล่าวที่ว่า “การปัองกันดีกว่าการรักษา หรือ Prevention is better than cure”

Leave a comment