ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/336839

ศิลปินแห่งชาติ‘รศ.ดร.คุณหญิงวินิตา’ เผยแรงบันดาลใจ‘วัดไชยวัฒนาราม’ คือจุดเริ่มต้นนวนิยาย‘เรือนมยุรา’
รศ.ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ และพิธีกร ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย
เป็นนักประพันธ์นวนิยายชาวไทย โดยนามปากกาที่เป็นที่รู้จัก คือ แก้วเก้า, ว.วินิจฉัยกุล, รักร้อย, ปารมิตา, วัสสิกา, อักษรานีย์ และเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ.2547 สำหรับ รศ.ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ อีกทั้งยังเป็นนักวิชาการ นักวิจารณ์ นักแปลและนักเขียนได้รับรางวัลด้านผลงานประพันธ์จากภาครัฐและเอกชนถึง 23 รางวัล เช่น รัตนโกสินทร์ สองฝั่งคลอง นิรมิต ราตรีประดับดาว บูรพา มาลัยสามชาย ฯลฯ ในจำนวนนี้นวนิยายเรื่อง “รัตนโกสินทร์” ได้รับการยกย่องเป็นวรรณกรรมแห่งชาติ ทั้งยังเป็นนักแต่งเพลง(เนื้อร้อง)ให้วงดนตรีสุนทราภรณ์ เช่น เพลงเฉลิมพระเกียรติ ถวายสัจจา แทบทิพย์เทวี และเคยเป็นอนุญาโตตุลาการของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมซีไรต์ ประเภทนวนิยาย ทั้งยังเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ชื่อ www.reurnthai.com ซึ่งให้ความรู้ทางภาษา วัฒนธรรม วรรณคดี ประวัติศาสตร์ และความรู้รอบตัวด้านอื่นๆ โดยใช้นามแฝงว่า “เทาชมพู”
ล่าสุด รายการ “แนวหน้าวาไรตี้”ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น.ทางสถานี TNN2 ช่อง 784 ดำเนินรายการโดย “ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย” ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ มาบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจในการประพันธ์นวนิยายไทย“เรือนมยุรา” ที่เคยถูกสร้างเป็นละครและภาพยนตร์ ซึ่งเร็วๆ นี้ จะถูกกลับนำมาสร้างใหม่อีกครั้งให้โลดแล่นอยู่บนจอโทรทัศน์

รศ.ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ เล่าว่า “สำหรับนวนิยายเรื่อง “เรือนมยุรา” เร็วๆ นี้ คงมีกลับมาให้ดูอีกครั้งในจอทีวี. ไม่ปีหน้าก็คงเป็นปีพ.ศ.2563 การจะประพันธ์นวนิยายถ้าเป็นแค่กาลเวลาเดียวในยุคปัจจุบัน เราก็จะเน้นไปที่ปัจจุบัน ถ้าอดีตเราก็จะเน้นไปที่อดีต แต่ถ้ามี 2 ยุคเข้ามาด้วยกัน มันจะสลับกันได้ยากมาก คือเราจะทำอย่างไรให้ปัจจุบันมาอยู่ในอดีต อดีตไปอยู่ในปัจจุบัน มันต้องคิดพล็อตเรื่องก่อน สำหรับ “เรือนมยุรา” เริ่มต้นเขียนเมื่อปี 2535 โดยแรงบันดาลใจที่มาของเรื่องมีจุดเริ่มต้นเมื่อครั้งเห็นวัดไชยวัฒนาราม ครั้งแรก ตอนนั้นดิฉันได้ไปเข้าเฝ้าฯรับเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่พระตำหนักสิริยาลัย ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม วัดไชยวัฒนาราม พอมองไปฝั่งตรงข้ามเห็นวัดไชยฯ เป็นครั้งแรก รู้สึกว่าไม่เคยเห็นวัดที่ไหนสวยเท่าขนาดนี้มาก่อน สวยทั้งรูปทรงโครงสร้าง สถานที่ แล้วก็บรรยากาศ ตอนนั้นพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงหลังวัดไชยฯ พอดี ไม่เคยเห็นที่ไหนสวยได้เท่าที่นี่ เพราะฉะนั้นเลยคิดว่าฉากนี้จะต้องอยู่ในนวนิยาย และฉากนวนิยายนั้นจะต้องไม่ใช่ฉากนวนิยายในยุคปัจจุบัน ต้องเป็นนวนิยายอดีตซึ่งโยงกับปัจจุบัน และเป็นฉากสำคัญของนวนิยาย
ที่สำคัญดิฉันมีโอกาสได้ไปวัดไชยวัฒนารามในตอนกลางคืน เวลาตี 1 เพื่อตามเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ซึ่งบรรยากาศตอนนั้นทั้งสวยงาม ลึกลับทั้งมีมนต์ขลัง อย่างประหลาดที่สุด ต่อมาก็ได้ไปเขียนบทสคริปต์ การแสดง แสง สี เสียง ประกอบจินตภาพ “คนดีศรีอยุธยา” ซึ่งใช้ฉากที่วัดไชยวัฒนาราม ยิ่งสวยมาก ยิ่งประทับใจ ทำให้ดิฉัน
มีความรู้สึกว่าแค่วัดเดียวขออยุธยายังสวยขนาดนี้แล้วถ้าเป็นทั้งเมือง สมัยบ้านดี เมืองดีจะสวยขนาดไหน ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครรู้จักวัดไชยวัฒนารามเพิ่งจะบูรณะเสร็จใหม่ๆ โครงสร้างเรียกได้ว่างามมาก ไปอ่านหนังสือพบว่าในสมัยอยุธยาพระปรางค์วัดนี้หุ้มทอง แต่กำลังคิดว่าในแสงแดดคงจะเห็นแต่ไกล และต้องเป็นฉากที่คนเดินเรือสำเภาเข้ามา พวกฝรั่ง จีน แขก จะเห็นวัดนี้ตั้งสง่าอยู่ ก็เลยคิดว่าถ้ามีสายตาใครสักคนที่เคยเห็นวัดนี้ แล้วมาเล่าให้เราฟังได้ในยุคปัจจุบันมันคงเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ แล้วไม่ซ้ำแบบใคร ก็เลยสร้างขึ้นมาว่าถ้าเป็นคนคนนั้นจะต้องมีชีวิตข้ามกาลเวลามาถึงปัจจุบัน เพื่อเล่าให้ฟัง มาเห็นด้วยตัวเอง และนอกจากวัดสมัยนั้นก็ยังมีสมบัติต่างๆ อีกมากมาย ถ้าเคยไปดูพระปรางค์ ไปกรุวัดราชบูรณะ ก็จะเห็นว่าสิ่งที่เหลือรอดมามันงามมหัศจรรย์ระดับโลก ถ้าอยู่ครบทั้งบ้านเมือง ทั้งสถานที่บรรยากาศ และแก้วแหวนเงินทองในบ้านของเขาจะมีสมบัติจะขนาดไหน”

นอกจาก รศ.ดร.คุณหญิงวินิตา ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจในการประพันธ์นวนิยายไทย“เรือนมยุรา” แล้ว ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมทางสังคมจากกระแสละคร “บุพเพสันนิวาส” ที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ว่า “ดิฉันรู้สึกว่าคนไทยไม่ค่อยได้มีกิจกรรมสังคมที่ทำให้เบิกบานแบบนี้มานานแล้ว เมื่อก่อนเราก็อยู่กันแบบเรียบๆ แต่ตอนนี้พอมีอะไรขึ้นมา เป็นกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันได้ ทั้งผู้ชายผู้หญิง หรือเด็ก เข้ามามีส่วนร่วมได้ แล้วทุกคนก็สนุกสนาน มันทำให้บรรยากาศสังคมคึกคักขึ้นดิฉันมองไม่เห็นถึงข้อเสียหายใดๆ ที่ว่าเราจะลุกขึ้นมาสนุกกับการแต่งกายชุดไทยตามกระแสมันมีผลดีหลายอย่างเท่าที่มอง นอกจากจะทำให้เป็นกิจกรรมทางสังคม มันยังกระตุ้นหลายสาขาวิชา เช่น นักประวัติศาสตร์ก็อาจจะลุกขึ้นปัดฝุ่นหนังสือ นำเอาประวัติศาสตร์มาจัดเสวนา มาสัมมนากันยกใหญ่ เด็กก็อยากซื้อหนังสือหรือหาข้อมูลมาอ่าน เป็นการเรียกความสนใจกับสิ่งที่เป็นตัวตนของเราเอง ดิฉันคิดว่าละครทีวี.ไม่จำเป็นต้องถูกต้องดีงาม ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาทำหน้าที่กระตุ้นความสนใจให้คนกลับมามอง อันนี้ถือว่าดีแล้ว อีกอย่างถ้าเราส่งต่อไปยังต่างประเทศได้ มันก็จะเป็นการส่งออกวัฒนธรรมที่ลงทุนน้อย แต่ได้ผลเยอะ
ประวัติศาสตร์ไทยของเรา เป็นประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างมีสีสันมากๆ ประวัติศาสตร์ไทยไม่ใช่มีไว้แค่รบกับพม่า ซึ่งสามารถจะหยิบจับขึ้นมา ให้ลูกหลานเราได้รู้จักความเป็นมาอีกมากมาย และเป็นความภาคภูมิใจ ได้สนุกสนาน ได้ชอบ ได้รัก ได้สงสาร เมื่อก่อนดิฉันรู้สึกว่าทำไมเราเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว สมัยหนึ่งหนังกำลังภายในดังมาก ทุกคนเลยรู้เรื่องของประเทศจีนกันหมด อันนี้คือ การส่งออกทางวัฒนธรรม ก็อยากจะฝากบอกว่าเราก็เป็นคนไทย ประวัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของสมบัติของเราที่บรรพบุรุษท่านทิ้งไว้ให้จากการอาบเหงื่อต่างน้ำจากการมุ่งสร้างบ้าน สร้างเมืองขึ้นมา เรามีสิทธิจะภาคภูมิใจประวัติศาสตร์ของเรา เท่าๆ กับประเทศอื่นๆ ที่เขาภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของเขาเหมือนกัน ก็ขอให้รักษาไว้

ติดตามเรื่องราวดีๆ ที่ครบครันได้ในรายการ“แนวหน้าวาไรตี้” ออกอากาศทุกวันอาทิตย์เวลา 16.00-16.25 น. ทาง TNN2 (และช่อง 784ทางดิจิตัลทีวี) หรือ True Visions 8 ชมรายการย้อนหลังได้ที่ youtube ผู้หญิงแนวหน้า by คุณแหน
