‘อยากให้เด็กปรับ ผู้ใหญ่ต้องเปลี่ยนก่อน’ เคล็ดลับสร้างลูกหลานสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/338742

‘อยากให้เด็กปรับ ผู้ใหญ่ต้องเปลี่ยนก่อน’  เคล็ดลับสร้างลูกหลานสุขภาพดี

‘อยากให้เด็กปรับ ผู้ใหญ่ต้องเปลี่ยนก่อน’ เคล็ดลับสร้างลูกหลานสุขภาพดี

วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

 

โภชนาการ เป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กช่วงปฐมวัยหรือ 3-5 ปี แม้เด็กวัยนี้จะเริ่มก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียน แต่พ่อ-แม่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการดูแลเอาใจใส่และส่งเสริมให้เด็กได้รับโภชนาการที่เหมาะสมตามวัย

ทั้งนี้ การส่งเสริมโภชนาการเด็กภายในโรงเรียนเพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถแก้ปัญหาโภชนาการในวัยเด็กได้อย่างยั่งยืน โครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี” (United for Healthier Kids) นำโดย บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัดพร้อมพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนจึงเดินหน้าสร้างความตระหนัก ให้ความรู้ด้านโภชนาการ และนำเสนอเทคนิคการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ แก่พ่อ-แม่ผู้ปกครองของเด็กวัย 3-5 ปี ผ่านโรงเรียนนำร่องของโครงการฯ และผ่านช่องทางเฟซบุ๊ค United for Healthier Kids TH พร้อมแนะนำ 3 สุขนิสัยในชีวิตประจำวันที่ควรปลูกฝังเพื่อให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง ได้แก่ 1)การเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลาย เพิ่มผักผลไม้ 2)การเลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน3)การขยันขยับเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น

อาจารย์รณสิงห์ รือเรืองนักจิตวิทยาคลินิก ระดับชำนาญการพิเศษสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ (เชียงใหม่) ที่ปรึกษาโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี กล่าวว่า การปลูกฝังสุขนิสัยพื้นฐานในชีวิตประจำวันเหล่านี้ ควรเริ่มตั้งแต่วัยเยาว์และทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน สำคัญที่สุดคือ พ่อ-แม่ผู้ปกครองต้องจริงจัง ทำเป็นแบบอย่าง และร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนไปพร้อมกับเด็ก

“อยากให้เด็กปรับ ผู้ใหญ่ต้องเปลี่ยนก่อน เนื่องจากเด็กเรียนรู้พฤติกรรมจากการสังเกตคนใกล้ชิด ผู้ปกครองจึงต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็ก เช่น หากพ่อ-แม่ติดน้ำหวาน ลูกเห็นก็จะดื่มตาม ถ้าพ่อ-แม่ดื่มน้ำเปล่าให้ลูกเห็นบ่อยๆ ลูกก็จะดื่มตามเช่นกัน หรือหากเด็กไม่ชอบทานผัก ผู้ปกครองสามารถทานให้ดูเป็นตัวอย่างในแต่ละมื้อ แล้วค่อยๆ โน้มน้าวให้เด็กได้ลองทานบ้าง จะได้ผลดีกว่าการสั่งหรือบังคับ”

สำหรับพ่อ-แม่ผู้ปกครองที่ไม่มั่นใจว่าจะปรับให้เด็กมีสุขนิสัยที่ดีในระยะยาวได้อย่างไร อาจารย์รณสิงห์ เผยเคล็ดลับในการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เด็กเปลี่ยน ดังนี้ 1.เข้าหาเด็กก่อนเสมอ นั่งลงพูดคุยในระดับสายตาของเด็ก เพื่อแสดงความให้เกียรติกัน แทนที่จะตะโกนเรียกให้เขาเข้ามาหาเรา หรือพูดสอนอยู่ห่างๆ 2.ชวนคุยในเรื่องที่เขาสนใจหรือกำลังทำสิ่งนั้นอยู่ เพื่อแสดงความเป็นมิตรที่เข้าใจลูกเสมอไม่ใช้คำสั่ง แต่เปลี่ยนเป็นคำพูดในเชิงแสดงความคิดเห็นว่าเขาสามารถทำในสิ่งที่เราต้องการได้หรือไม่ เด็กจะไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ แต่เป็นการเปิดให้เขาได้ตัดสินใจและลงมือทำด้วยตนเองอย่างเต็มใจ 3.แสดงความชื่นชม ทุกครั้งที่เด็กลงมือทำตามที่ต้องการ พ่อ-แม่ผู้ปกครองจะต้องชื่นชมเพื่อเป็นกำลังใจและแรงกระตุ้นให้เด็กอยากทำอีก โดยเทคนิคเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก ที่สำคัญคือพ่อ-แม่ต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง ความมุ่งมั่นตั้งใจ และเริ่มลงมือทำ เพราะสำหรับลูกๆแล้ว พ่อ-แม่คือฮีโร่ เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด

ด้าน สุมิตรา ตันติพิทักษ์วงศ์คุณแม่ของน้องอู่จี๊ ซึ่งได้เข้าร่วมโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เผยว่า “ก่อนหน้านี้ น้องอู่จี๊มีน้ำหนักเกินมาตรฐานของเด็กชั้นอนุบาล 3ระบบขับถ่ายไม่ดี และเป็นหวัดบ่อย แต่หลังจากที่น้องเข้าร่วมโครงการฯที่โรงเรียน และคุณพ่อคุณแม่ได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปที่เนสท์เล่จัดขึ้นสำหรับผู้ปกครอง ทำให้ครอบครัวเราได้นำสิ่งที่เรียนรู้ในวันนั้นมาปรับใช้กันทั้งบ้าน ตั้งแต่การปรับปริมาณและการปรุงอาหารให้น้องอู่จี๊ทาน ซึ่งนักโภชนาการของโครงการฯ แนะนำมาว่าไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งมากมายเหมือนอาหารสำหรับผู้ใหญ่ คุณแม่ก็ชวนน้องอู่จี๊ทำอาหารด้วยกันตลอด ส่วนคุณพ่อก็ชวนลูกออกมาวิ่งเล่นรอบหมู่บ้าน ลดการใช้อารมณ์เวลาพูดคุยกับลูก ไม่ตะคอก นำหลักจิตวิทยาที่ได้เรียนรู้จากโครงการฯ มาใช้ในการเข้าหาและคุยกับลูก แรกๆ ยังไม่ได้ผล แต่ก็พยายามอดทน ทุกวันนี้ ลูกเชื่อฟังมากขึ้น อารมณ์เขาก็ดีขึ้นมาก ร่าเริงตามวัย และน้ำหนักยังลดลงตามเกณฑ์ใครต่อใครก็ทักว่าหล่อขึ้น ขับถ่ายปกติ ไม่ป่วยมาพักใหญ่แล้ว”

เช่นเดียวกับ นิยม ถวายนิล คุณป้าของน้องต้นน้ำ เผยว่า “เมื่อก่อนจะซื้อน้ำหวาน ช็อกโกแลต และขนมขบเคี้ยวติดบ้านไว้เสมอ เพราะกลัวว่าหลานจะหิวน้องต้นน้ำตัวใหญ่มาก แต่ป่วยบ่อยป้าต้องการให้หลานมีสุขภาพดีขึ้นจึงสมัครใจเข้าร่วมอบรมกับโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี และลงมือทำไปพร้อมๆ กับหลาน สิ่งไหนที่น้องต้นน้ำไม่ควรกิน ป้าก็จะงดด้วย อย่างน้ำหวานก็ไม่ซื้อติดบ้านไว้อีก อาหารการกินในแต่ละมื้อก็จะเพิ่มผัก ลดปริมาณข้าวลงทีละนิดจนเหลือมื้อละ 1 ทัพพีครึ่ง และก็ให้หลานช่วยทำงานบ้านตลอด จะได้ไม่ติดมือถือ ผลลัพธ์ที่ได้ในวันนี้ป้าพอใจมาก จากที่น้องต้นน้ำเป็นหอบหืด ต้องไปโรงพยาบาลบ่อยๆ ก็ไปแค่ตามที่หมอนัดนานๆ ครั้งเท่านั้น”

ชมวีดีโอเรื่องราวก้าวเล็กๆ ของครอบครัวน้องต้นน้ำ น้องอู่จี๊ และครอบครัวฮีโร่อื่นๆ ได้ที่ https://bit.ly/2HU7m6kและร่วมเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี”(United for Healthier Kids) ได้ที่ Facebook.com/U4HKThailand หรือค้นหา United for Healthier Kids TH ผ่าน Facebook

Leave a comment