ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/345883

SACICT ระดมกูรูงานคราฟท์ อัพเดท 4 เทรนด์หัตถศิลป์มาแรง
อัมพวัน พิชาลัย และ 8 ผู้เชี่ยวชาญในวงการหัตถศิลป์ไทย ร่วมเสวนา
ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT จัดกิจกรรมเสวนา Craft Innovation Guru Panel “Today Life’s Craft” ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านงานหัตถศิลป์ไทยค้นหาแนวโน้มและทิศทางของเทรนด์หัตถกรรมร่วมสมัย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้งานศิลปหัตถกรรมไทยในปี 2562
นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เผยว่า SACICT เพิ่งจัดกิจกรรมเสวนา Craft Innovation Guru Panel “Today Life’s Craft” ณ ช่างชุ่ย ไปเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นงานที่นักสร้างสรรค์ทุกกลุ่ม ทุกวัยรอคอยและติดตามเป็นประจำทุกปี เพราะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อให้ได้มาซึ่งทิศทางของเทรนด์หัตถกรรมร่วมสมัย ทำให้ผู้ฟังสามารถนำไปต่อยอดได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งในปีนี้ SACICT ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในวงการหัตถศิลป์ไทยจำนวน 8 คนมาร่วมระดมความคิด เพื่อค้นหาแนวโน้มและทิศทางของเทรนด์หัตถศิลป์ในปี 2562 ได้แก่ ดุลยพล ศรีจันทร์, ศรัณย์ เย็นปัญญา, วุฒิชัย หาญพาณิชย์, พิษณุ นำศิริโยธิน, ธนพัฒน์ บุญสนาน, วิสุทธิ์ ลิ้มอารีย์, กิตติภัต ลลิตโรจน์วงศ์ และสมชัย ส่งวัฒนา
การเสวนาครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานหัตถศิลป์ไทยทั้ง 8 คน ได้ร่วมระดมความคิดและสรุปทิศทางของเทรนด์หัตถศิลป์ในปี 2562ไว้ 4 เทรนด์ ได้แก่ 1. Tropical Dream เป็นเทรนด์ที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันและยังเป็นเทรนด์ของโลกด้วย อันเนื่องมาจากการดำเนินชีวิตในท่ามกลางเทคโนโลยี ทำให้คนห่างไกลจากธรรมชาติ จึงเกิดความรู้สึกต้องการใกล้ชิดธรรมชาติ และนำธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ด้วยการจำลองบรรยากาศความเขียวไว้ในบ้านหรือที่ทำงาน รวมถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ที่ช่วยเติมความสดชื่นให้กับจิตวิญญาณของคนเมือง แม้ว่าจะเป็นการสัมผัสในรูปแบบเสมือนก็ตาม
2.Retelling the details เป็นเทรนด์ของการตอกย้ำถึงคุณค่าผลิตภัณฑ์อีกครั้ง ด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยอาจจะเป็นการเล่าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ประวัติศาสตร์ของผลิตภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ของชุมชน การเฉลิมฉลองวาระครบรอบ การรีดีไซน์ผลิตภัณฑ์เดิม การต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เดิมให้มีเรื่องราวเพิ่มขึ้น การเล่าเรื่องเดิมในบริบทใหม่ รวมไปถึงการออกแบบใหม่จากดีไซน์เดิมด้วยรายละเอียดที่ใส่ใจมากขึ้น เป็นต้น
3.Hospit (re)ality เป็นเทรนด์ที่เกิดจากแนวคิดว่า โรงแรมคือพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหลบหนีจากความวุ่นวาย เพื่อปรนเปรอจิตวิญญาณด้วยจินตนาการเหนือจริง ดังนั้น เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่ง ไปจนถึงงานออกแบบสเปซเพื่อการพักผ่อนและอุตสาหกรรมบริการ จึงต้องมีความโดดเด่นแปลกใหม่ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้งานคราฟท์พื้นถิ่นที่มีความวิจิตรหรูหราถูกนำมาประยุกต์ใช้ให้ร่วมสมัย เพื่อสร้างบรรยากาศเหนือจริง
4.Virtuous เป็นเทรนด์ที่มาจากงานแฟร์ระดับโลกอย่างงาน Maison & Objet 2018 ซึ่งพูดเรื่องการออกแบบและการซื้อขายที่จะเปลี่ยนไป การผลิตผลงานแต่ละชิ้นจะมีปัจจัยเชื่อมโยงในการออกแบบ เช่น คิดถึงการใช้งาน เป็นหลักความรู้สึกผิดต่อวัฒนธรรมแบบบริโภคนิยม ไม่ใช้วัสดุแบบทิ้งขว้าง เกิดเป็นกฎเกณฑ์ใหม่ จริยธรรมใหม่ในการเลือกซื้อสินค้าที่ไม่ใช่แค่เพียงคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือช่วยสร้างงานในกลุ่มชุมชนที่ด้อยกว่า แต่เป็นการคำนึงถึงองค์รวม การกระจายรายได้กลับสู่ชุมชน ผลงานที่ออกมาจึงเป็นการใช้เรื่องราวและที่มาของสินค้าชิ้นนั้นๆ เป็นตัวชูโรง ดังนั้น แม้จะเป็นงานคราฟท์แบบเดียวกัน หน้าตาเหมือนกัน แต่ผู้ซื้อจะเลือกชิ้นที่มีจริยธรรมและมีจรรยาบรรณในการทำงาน และมีความเฉพาะตัว เป็นต้น
นอกจากทิศทางและแนวโน้มของเทรนด์หัตถศิลป์ทั้ง 4 เทรนด์ ในปี 2562 แล้ว ยังมีมุมมองและแนวทางการพัฒนาสินค้างานศิลปหัตถกรรมไทยจากผู้เชี่ยวชาญที่น่าสนใจ อาทิ วุฒิชัย หาญพาณิชย์ เจ้าของแบรนด์ HAAN กล่าวถึงการพัฒนางานคราฟท์ของไทย ซึ่งเป็นงานทำมือ จึงต้องมีราคาแพง การพัฒนาสินค้าจึงต้องทำให้ดูมีราคาแพง ผู้ซื้อเห็นแล้วอึ้ง ยอมจ่าย โดยกลุ่มเป้าหมายที่จะบริโภคสินค้านี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีรสนิยม มีการศึกษา และเป็นตัวของตัวเอง และมองว่าหัวใจสำคัญของการพัฒนาให้งานคราฟท์เติบโตและแข่งขันกับงานอุตสาหกรรมได้ คือการออกแบบและผลิตสินค้าที่เน้นความเป็น Ultimate luxury คือมีความหรูหรา ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้วัสดุจากธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว
ขณะที่การสร้างเรื่องราวให้สินค้านั้น ก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ สมชัย ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Flynow และช่างชุ่ย มองว่า การนำเสนอเรื่องราวที่ลึกซึ้งให้กับงานหัตถศิลป์ไทยนั้น นอกจากการนำเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชนหรือสินค้ามาเล่าเพื่อตอกย้ำคุณค่าแล้ว ยังต้องเน้นการเล่าเรื่องอย่างซื่อสัตย์ และตรงไปตรงมา มากกว่าจะสร้างความดราม่า หวือหวา เพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภค จึงจะเป็นการพัฒนางานหัตถศิลป์นั้นได้อย่างยั่งยืน
ส่วน ดุลยพล ศรีจันทร์ นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ PDM ได้แสดงความเห็นสอดคล้องกันว่า การสร้างเรื่องราวให้สินค้านั้นมีทั้งแบบที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ ซึ่งเรื่องราวที่จับต้องได้นั้นก็คือ ความจริง และจะเป็นสิ่งที่ทำให้งานหัตถศิลป์นั้นมีความยั่งยืน และการพัฒนางานนั้นควรจะต้องเลือกกลุ่มที่มีศักยภาพจริงๆ สามารถต่อยอดและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องจึงจะประสบความสำเร็จ
ขณะที่นักออกแบบผลิตภัณฑ์อย่าง ศรัณย์ เย็นปัญญา ก็มีแนวความคิดว่าการพัฒนางานหัตถศิลป์ไทยนั้นไม่จำเป็นจะต้องมุ่งเน้นที่ต้นน้ำ แต่สามารถพัฒนาจากปลายน้ำ โดยเอาสินค้าที่มีอยู่มาปรับใช้ นำเสนอให้เข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน โดยยกตัวอย่างงานหมวกพื้นบ้าน และผ้าบาติกของอินโดนีเซีย ที่ถูกนำเสนอผ่านการใช้งานในชีวิตจริง ซึ่งสินค้าหัตถศิลป์หรืองานคราฟท์นั้นจะเป็นสินค้าที่มีเรื่องราว (story) เป็นลักษณะ humble มากซึ่งการนำมาเล่านั้น จะต้องเป็นเรื่องจริงจึงจะเป็นการนำเสนอเรื่องราวที่ดีที่สุด
ปิดท้ายที่ ธนพัฒน์ บุญสนาน สถาปนิกหนุ่มเจ้าของบริษัท ธ. ไก่ชน จำกัด ผู้นำในการใช้วัสดุที่เรียบง่ายในการผลิตงานอย่างไม้ไผ่ ได้ให้แนวคิดที่ต่างออกไปว่า การพัฒนางานหัตถศิลป์นั้น บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องยัดเยียดเรื่องราว (story) ให้กับสินค้า โดยยกตัวอย่างงานไม้ไผ่ที่มีคนชื่นชอบเฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว ซึ่งผู้บริโภคไม่ได้สนใจเรื่องราว หรือแทรนด์ แต่จะให้คุณค่ากับงานนั้นมากกว่า เป็นต้น