บี มาย เกสท์ : ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ ปรับโฉม‘จัสมิน’ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351734

บี มาย เกสท์ : ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์  ปรับโฉม‘จัสมิน’ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้

บี มาย เกสท์ : ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ ปรับโฉม‘จัสมิน’ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การสืบทอดธุรกิจครอบครัว ไม่เพียงแค่ดำรงให้ธุรกิจที่คนรุ่นแรกทำไว้ให้ดำเนินต่อไปได้ แต่ยังต้องพัฒนาให้ก้าวหน้ากว่าเดิม ดังเช่นร้านเพชรชื่อดัง “จัสมิน” ที่อยู่คู่โรงแรมดุสิตธานีมาเกือบครึ่งทศวรรษ วันนี้มีทายาทรุ่นลูกนำโดย ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ นั่งเก้าอี้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จัสมิน จิวเวลรี่ กรุ๊ป จำกัด เข้ามาสานต่อแบรนด์จัสมิน พร้อมกับภาพลักษณ์ใหม่ “ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้”

“คุณพ่อเปิดร้านจิวเวลรี่ชื่อจัสมินแห่งแรกที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ถ้าย้อนไปสมัยนั้นแน่นอนว่ากลุ่มลูกค้าก็คือผู้มีอันจะกิน แต่เมื่อผมเข้ามา ผมมองว่ากลุ่มหนุ่มสาวที่เข้าสู่วัยทำงานแล้ว และต้องการมีเครื่องประดับดีๆ สักชิ้น เป็นกลุ่มที่น่าสนใจและมีฐานที่กว้างกว่า เราจึงขยายตลาดไปกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายที่เข้าสู่วัยทำงาน แต่พอพูดถึงร้านเพชรทุกคนจะนึกถึงความหรูหรา อลังการ วิบวับไปหมด ผมก็ปรับเรื่องภาพลักษณ์ใหม่ให้มีความเรียบง่าย ให้ความรู้สึกจริงใจ ตรงๆ เหมือนกับบุคลิกของผม เข้ามาในร้านไม่ต้องเกร็ง เข้ามาดูยังไม่ซื้อไม่เป็นไรเราไม่กดดันลูกค้า เครื่องประดับของเราก็มีราคาตั้งแต่หมื่นต้นๆ เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้ารุ่นเล็ก โดยไปเปิดร้านแรกที่ ดิ เอ็มโพเรียมซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเรา”

กลุ่มลูกค้าแม้จะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่ด้วยช่วงอายุและสถานะทางสังคม ก็ทำให้การเลือกซื้อเครื่องประดับแตกต่างกัน ซึ่ง CEO แบรนด์เครื่องประดับ จัสมิน บอกถึงรสนิยมลูกค้าของตนเองว่า

“กลุ่มลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นตอนปลายหรือเพิ่งเริ่มทำงานและยังโสด อายุประมาณ 25-30 ปี จะชอบดีไซน์ที่เรียบๆ ไม่หรูหรามากนัก สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ซื้อเพื่อเป็นของขวัญความสำเร็จ เสริมบุคลิกภาพของตนเอง หรือถ้าแต่งงานแล้วก็จะชอบอะไรที่ชิ้นใหญ่ขึ้นมาอีกนิด ส่วนกลุ่มวัยผู้ใหญ่ 50 อัพ แน่นอนว่าเป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงมาก ก็จะชอบดีไซน์ที่มีความหรูหรามากขึ้น ซึ่งเราก็มีสินค้าครอบคลุมทุกกลุ่ม รวมไปถึงจิวเวลรี่สำหรับหนุ่มๆ ที่จัสมินก็มีบริการ”

จัสมิน ไม่ใช่แค่ร้านจำหน่ายเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังเป็นแบรนด์ที่ให้บริการครบวงจร ตั้งแต่การรับออกแบบ ผลิต
ดูแลรักษา ซึ่งมีทีมออกแบบและช่างฝีมือมากประสบการณ์ที่สำคัญยังมีวัตถุดิบอย่างอัญมณีต่างๆ ทั้ง เพชร พลอย นำเข้ามาแบบครบครันทีเดียว

“จัสมิน มีทั้งเพชร พลอยต่างๆ ไว้ให้ลูกค้าเลือกได้ตามความต้องการ เรานำเข้ามาเอง เวลาที่ลูกค้าสั่งทำ จึงไม่ต้องรอนาน อย่างมากก็ประมาณ 3 สัปดาห์ นอกจากว่าลูกค้าต้องการเพชร พลอยที่พิเศษมากจริงๆ ก็ต้องใช้เวลาในการจัดหา
เคยมีเคสเร่งด่วน อยากจะเซอร์ไพรส์ขอแฟนสาวแต่งงาน อยากได้แหวนเพชร มีเวลาให้เรา 2 วัน ผมก็ทำให้ เพราะมันหมายถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อเรา หน้าที่ของเราคือทำให้สุดฝีมืออีกหนึ่งบริการที่ทำให้จัสมินได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าคือ การดูแลหลังการขาย ไม่ว่างานซ่อม ทำความสะอาด งานรีดีไซน์ แม้จะไม่ได้ซื้อจากร้านเราก็ตามเราก็รับไม่เกี่ยง ทำให้เราได้ใจและได้ลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น”

การอยู่ในธุรกิจนี้เป็นเรื่องของ “งานบริการ” ที่ต้องทำด้วย “ความสุข” ของผู้ให้บริการเป็นสำคัญ เพราะถ้าผู้ให้บริการไม่มีความสุข ลูกค้าผู้รับบริการก็คงไม่ความสุขเช่นกัน

“ในการขายจิวเวลรี่ ผมไม่ได้มองว่าเป็นสินค้าที่ซื้อมาขายไป ดังนั้น เครื่องประดับทุกชิ้นที่อยู่ในร้าน ผมก็ใช้ตัวเองเป็นมาตรวัด คือจิวเวลรี่ทุกชิ้น ผมมองแล้ว ผมต้องมีความสุขกับการได้เห็นเขาในทุกๆ วันก่อน เพราะผมมองแล้วผมยังไม่ชอบ ไม่อยากมอง แล้วลูกค้าจะมองไหม จะมีใครอยากซื้อหรือเปล่า ผมไม่ต้องการขายสินค้าแบบยัดเยียด หรือเพียงแต่ขอให้ขายได้เพราะผมเชื่อว่าลูกค้าจะสัมผัสได้ สิ่งที่ผมขายไม่ใช่แค่จิวเวลรี่ แต่ผมขายความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ทุกสิ่งไม่ว่าจะเพชร พลอย การออกแบบ การผลิต เราคัดสรร เราตั้งใจ เพื่อความพึงพอใจของลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง และคำชม รอยยิ้ม ความพึงพอใจจากลูกค้า ก็คือ ความสุขของผมที่อยู่ในธุรกิจนี้”

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า จัสมิน ดำเนินธุรกิจโดยรุ่นที่สอง ซึ่งมี ภาณุวัฒน์ ในฐานะลูกชายคนโตนั่งเก้าอี้ ประธานกรรมการบริหาร เขาบอกถึงเคล็ดลับการทำธุรกิจครอบครัวที่หลายๆ คนมองว่าคงง่ายต่อการบริหารงาน

“ตอนที่ตัดสินใจจะมาสานต่อแบรนด์จัสมิน ผมคุยกับน้องๆ อีก 3 คนแล้วว่าจะมาช่วยกันสืบทอดสิ่งที่พ่อแม่สร้างไว้หรือเปล่า เมื่อทุกคนตกลงพร้อมใจกัน มันคือทีมเวิร์ก ถามว่าง่ายไหม ก็ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเช่นกัน สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจครอบครัว คือการแบ่งหน้าที่ แบ่งงานกันอย่างชัดเจน และแยกบทบาทความเป็นพี่น้องให้ห่างจากงานให้ได้มากที่สุด อยู่บ้านเราคือพี่น้อง แต่ถ้าทำงานเราต้องวางคำว่าพี่น้องไว้ที่บ้านนะ ถึงแม้มันจะแยกกันได้ยาก แต่อย่างน้อยๆ 80% ถ้าเอาพี่น้องมาใช้ในที่ทำงาน เวลาที่มีปัญหามันจะเต็มไปด้วยอารมณ์ ซึ่งการทำธุรกิจมันต้องมีเหตุมีผลมาคุยกัน อาจจะมีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้างแต่ท้ายที่สุด ผลที่ออกมาเราต้องคำนึงถึงลูกค้ามากที่สุด ระหว่างทางเราอาจจะถกเถียงกันแต่ท้ายที่สุดถ้าลูกค้าแฮปปี้เราก็จบ”

เป็นที่รู้กันดีว่า โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ กำลังจะหยุดให้บริการในเร็วๆ นี้ ภาณุวัฒน์ จึงมีแผนรองรับในการขยายสาขาเพิ่มเติม นอกจาก จัสมิน สาขาดิ เอ็มโพเรียม แล้ว ในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ สาขาใหม่ล่าสุด โรงแรมอนันตรา สยาม จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ และไม่ใช่แค่เพียงสองสาขานี้ เพราะอนาคตเราจะได้เห็นเคาน์เตอร์แบรนด์ จัสมิน ในห้างสรรพสินค้า และโรงแรมหรูห้าดาว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ร้านเพชรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้” อีกหลายสาขาทีเดียว

Leave a comment