ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/352415

ความสำคัญของแคลเซียม
จากบทความของ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงความสำคัญของแคลเซียม ว่าหลายครั้งที่ผู้คนส่วนใหญ่มีความสงสัยเกี่ยวกับแคลเซียม ว่าความจริงนั้นเราจำเป็นต้องรับประทานแคลเซียมหรือไม่ ถ้าทานไปแล้วจะเกิดการสะสมในร่างกายทำให้เกิดกระดูกงอก เกิดนิ่วในไต หรือมีผลเสียต่อร่างกายหรือไม่
ความจริงแล้วร่างกายของคนเรามีความต้องการของแคลเซียมเพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก โดยมีความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุคือ
l เพศชายและเพศหญิงอายุ 9-18 ปี ต้องการแคลเซียม 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน
l เพศชายและเพศหญิงอายุ19-50 ปีต้องการแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
l ผู้หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตรต้องการแคลเซียม 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน
l เพศชายและเพศหญิงอายุมากกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
l อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่โยเกิร์ต, นม 1 แก้ว (250 cc) มีแคลเซียม 300มก., ปลากระป๋อง, ผักบร็อกโคลี,ผักใบเขียว
จากการศึกษาวิจัยในคนไทยพบว่าจากอาหารการกินที่เรารับอยู่ในปัจจุบันจะได้ปริมาณแคลเซียมโดยเฉลี่ยประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งหมายความว่าร่างกายของคนเรานั้นยังขาดแคลเซียมอยู่ ดังนั้นจึงควรได้รับแคลเซียมเสริมเข้าไปให้เพียงพอกับปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งชนิดของแคลเซียมก็ควรเหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ เช่น ถ้าเป็นในวัยเด็กและวัยรุ่นร่างกายยังต้องการพลังงาน และโปรตีน การให้ดื่มนมซึ่งมีปริมาณแคลเซียมสูงก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับในกลุ่มประชาชนที่มีอายุมากขึ้นการดื่มนมเพื่อรับปริมาณแคลเซียมอาจจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป อาจทำให้อ้วนได้ และโดยเฉพาะในผู้สูงอายุซึ่งมักมีโรคข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วยก็อาจทำให้อาการข้อเข่าเสื่อมแย่ลง ถ้าผู้ป่วยดื่มนมและทำให้น้ำหนักร่างกายเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในผู้สูงอายุจึงแนะนำให้รับประทานแคลเซียมชนิดที่มีปริมาณแคลเซียมประมาณ 1,500 มิลลิกรัม ซึ่งจะแตกตัวให้ปริมาณแคลเซียมประมาณ 600 มิลลิกรัม เมื่อรวมกับปริมาณของแคลเซียมที่ได้จากอาหารก็จะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
ส่วนช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ควรรับประทานแคลเซียมคือ หลังอาหารทันที ซึ่งจะเป็นช่วงไหนก็ได้ของวันเพราะระบบทางเดินอาหารจะมีการหลั่งกรดออกมาซึ่งจะทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น