ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/353529

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : บริจาคเลือด…ได้ทั้งบุญและสุขภาพดี
โลหิต เป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาชีวิตผู้ป่วยให้รอดพ้นจากความตายยามที่ร่างกายเสียโลหิตจากอุบัติเหตุ ผ่าตัด หรือผู้ป่วยโรคเลือดอย่าง โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย และโรคเลือดออกง่ายหยุดยากฮีโมฟีเลีย รวมถึงผู้ป่วยโรคต่างๆ อีกจำนวนมาก เช่น โรคมะเร็งโรคหัวใจ โรคไต เลือดออกในกระเพาะอาหาร ฯลฯ ฉะนั้นการได้มีโอกาสบริจาคโลหิต จึงนับเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข
หลายคนที่อยากบริจาคโลหิตอาจจะยังรู้สึกกล้าๆ กลัวๆไม่กลัวเข็ม ก็กลัวเลือด บ้างก็กังวลว่าจะทำให้อ้วน หรืออาจติดโรค และก็มีอีกหลายคนที่ตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งในการให้เลือดกับคนที่คุณรักรวมถึงเพื่อนมนุษย์แต่ก็ใช่ว่าทุกๆ คนสามารถไปบริจาคเลือดได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดบางอย่าง เช่น นอนดึก น้ำหนักไม่ถึง อยู่ระหว่างไม่สบายหรือรับประทานยา ฯลฯ จึงพลาดโอกาสที่จะแบ่งปันเพื่อจะช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น
การบริจาคโลหิตดีอย่างไร
ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ เปิดเผยว่า การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย เพราะร่างกายแต่ละคนมีโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้ โดยสามารถบริจาคได้ทุกๆ 3 เดือน เพราะเมื่อบริจาคโลหิตออกไป ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม ถ้าไม่บริจาค ร่างกายจะขับเม็ดโลหิตที่สลายตัว เพราะหมดอายุออกมาตามระบบของร่างกาย เช่น ทางปัสสาวะ อุจจาระ เป็นต้น
ดังนั้นการบริจาคโลหิต ซึ่งนำเลือดออกจากร่างกายประมาณ 350-450 มิลลิเมตร จึงไม่เพียงแต่ได้เลือดไปช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยเท่านั้น หากยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจของผู้บริจาคโลหิตอยู่ไม่น้อยมาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง
ร่างกายได้สร้างเม็ดเลือดใหม่ๆ ซึ่งแข็งแรงและทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า ทำให้เม็ดเลือดแดงลำเลียงออกซิเจนได้เต็มที่เม็ดเลือดขาวทำลายสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น และเกล็ดเลือดซ่อมแซมรอยฉีกขาดของหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
กระตุ้นการทำงานของไขกระดูก เปรียบเสมือนการออกกำลังกายให้กับไขกระดูกได้ทำงานได้ดีขึ้น
ลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การวิจัยในประเทศฟินแลนด์ พบว่า การบริจาคโลหิตช่วยลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตามเฉียบพลันในเพศชายได้ถึง 88 เปอร์เซ็นต์ การสูญเสียโลหิตอย่างสม่ำเสมอจากการบริจาคโลหิตช่วยให้การสะสมธาตุเหล็กในร่างกายลดลง เพราะเจ้าตัวธาตุเหล็กนี้ไม่ทำให้ไขมันทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ส่งผลให้หลอดเลือดตีบและอุดตันได้ การบริจาคโลหิตช่วยให้ร่างกายลดภาวการณ์สะสมธาตุเหล็ก ซึ่งเท่ากับลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงด้วยนั่นเอง การบริจาคโลหิตทุก 3 เดือน จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยให้ผู้บริจาคโลหิตมีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วยตนเอง
เผาผลาญแคลอรี การบริจาคเลือดครั้งหนึ่งจะทำให้ร่างกายเผาผลาญไปได้ถึง 650 กิโลแคลอรี ดังนั้นผู้ที่ไม่อยากบริจาคเลือดเพราะกลัวอ้วน ก็ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว
ช่วยเรื่องผิวพรรณ เมื่อเราได้เปลี่ยนถ่ายโลหิตเก่า-ใหม่ ส่งผลให้เลือดใหม่ที่ไหลหล่อเลี้ยงตามร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ร่างกายได้รับสารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงมากขึ้นส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และยังช่วยให้หน้าใสขึ้นด้วย
ห่างไกลมะเร็ง การบริจาคเลือดมีส่วนลดความเสี่ยงจากมะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ได้ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก 3 เดือน การบริจาคเลือดทุกครั้งจะมีการตรวจเช็คสุขภาพเบื้องต้น เช่น ชั่งน้ำหนักวัดความดันโลหิต ตรวจความเข้มข้นของเลือด รวมถึงยังต้องผ่านกระบวนการคัดกรองเชื้อต่างๆ ในห้องปฏิบัติการเหมือนกับการที่ผู้บริจาคโลหิตได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ไวรัสตับอักเสบ ซี ซิฟิลิส และเอดส์
ส่งผลดีต่อสุขภาพจิต เมื่อเราได้ทำอะไรดีๆ เพื่อคนอื่น ทำให้มีความสุขและภาคภูมิใจที่ได้ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน นับว่าเป็นการทำบุญด้วยการให้ที่ยิ่งใหญ่
ใครสามารถบริจาคเลือดได้บ้าง
เนื่องจากเลือดที่บริจาคจะถูกนำไปใช้กับผู้ที่ต้องการ ดังนั้นเลือดที่ได้รับการบริจาคจะต้องมีคุณภาพเพียงพอ และต้องมาจากผู้ที่มีสุขภาพที่พร้อมสำหรับการบริจาคเลือด เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อทั้งคุณภาพของเลือดและสุขภาพของผู้บริจาค โดยคุณสมบัติของผู้ที่สามารถบริจาคเลือดได้มีดังนี้
ต้องมีอายุ 17 ปีขึ้นไป และไม่เกิน 60 ปี
น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัมขึ้นไป ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์
คืนก่อนบริจาคเลือดต้องนอนหลับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาใดๆ
ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด
สำหรับผู้หญิงไม่ควรเป็นช่วงที่มีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
อย่างไรก็ตามหลังจากบริจาคเลือดควรนั่งพัก รับประทานขนมหรืออาหารว่างเล็กน้อย และดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีอาการผิดปกติ เช่น มึนงง เวียนศีรษะ ฯลฯ แล้วจึงกลับบ้าน เมื่อกลับไปแล้วสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรเน้นอาหารที่ช่วยเสริมสร้างธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง และผักใบเขียวเข้ม อย่างเช่น ผักคะน้า บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ผักบุ้งเพื่อทดแทนธาตุเหล็กที่สูญเสียไปจากการบริจาคเลือด พร้อมทั้งรับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้จัดตั้งโครงการ “แบรนด์ยังบลัด…พลังเพื่อเลือดใหม่” ได้นำหน่วยรถเคลื่อนที่ออกรับบริจาคโลหิตจากนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายในการขยายฐานผู้บริจาคโลหิตในกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา และคนรุ่นใหม่มากขึ้น สร้างจิตสำนึกการเป็น “ผู้ให้” พร้อมกระตุ้นให้ผู้บริจาคโลหิตเดิมเพิ่มการบริจาคจากปีละ 1 ครั้งเป็นปีละ 2 ครั้ง หรือต่อเนื่องทุก 3 เดือน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤติ ขาดแคลนเลือด และเพื่อนำไปใช้เป็นโลหิตสำรองในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
คุณสามารถเป็นผู้หนึ่งที่จะช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ที่แขวนอยู่บนความเป็นความตายได้ หากพร้อมแล้ว…เตรียมตัวไปบริจาคโลหิตกันเถอะ
ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์
ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ