แลนด์มาร์คเมืองกรุง! อ.ต.ก.เล็งชงรมว.เกษตรฯทุ่มงบ3พันล้าน ปรับโฉมครั้งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380954

แลนด์มาร์คเมืองกรุง! อ.ต.ก.เล็งชงรมว.เกษตรฯทุ่มงบ3พันล้าน ปรับโฉมครั้งใหญ่

แลนด์มาร์คเมืองกรุง! อ.ต.ก.เล็งชงรมว.เกษตรฯทุ่มงบ3พันล้าน ปรับโฉมครั้งใหญ่

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.44 น.

อ.ต.ก.เล็งเสนอรมว.เกษตรฯทุ่มงบ3พันล้านบาท ปรับโฉมครั้งใหญ่เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ดึงเกษตรกรเด่นๆจากทั่วประเทศเสริมตลาด เป็นแหล่งนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ ตั้งเป้ารายได้2หมื่นล้านบาทปี64 เผยเตรียมขึ้นค่าเช่าแผงค้า608แผงเริ่มเก็บอัตราใหม่1ม.ค.62 ชี้การรถไฟฯขึ้นค่าเช่าที่ดิน100%แบกรับขาดทุนต่อ

4 พ.ย.61 นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยว่าเตรียมรายงานให้กับ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในเรื่องแผนการสร้างตลาดนํ้า และตลาดเกษตรครบวงจรในพื้นที่ย่าน อ.ต.ก.เดิม คาดว่าจะใช้เงินประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท เป็นเงินทุนของ อ.ต.ก.โดยวัตถุประสงค์เพื่อหาตลาดให้เกษตรกรโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นทั้งคนไทยหรือคนต่างชาติ ซึ่งยืนยันว่า สินค้าที่จำหน่ายในนี้จะเป็นคนละประเภทกับสินค้าในตลาดที่มีอยู่แล้ว โดยจะเน้นนำสินค้าเด่นๆ ของเกษตรกร ของกลุ่มจังหวัดต่างๆ มาจัดจำหน่าย ทั้งให้คนไทยและต่างชาติ เมื่อคนเข้ามามากขึ้นก็จะกระจายคนไปสู่ตลาดต่างๆ ของ อ.ต.ก.ซึ่งผู้ประกอบการเดิมก็จะจำหน่ายของได้มากขึ้น

นายกมลวิศว์ กล่าวต่อว่า รวมทั้งได้มีแผนงานขยายดำเนินการ อ.ต.ก.ทุกสาขา ตามวิสัยทัศน์ว่าจะเป็นตลาดสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2564 โดยมีเป้าหมายในปี 2562 จะเพิ่มมูลค่าตลาดเป็น 5,000 ล้านบาท ปี 2563 เป็น 1 หมื่นล้านบาท และปี 2564 เป็น 2 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันตลาด อ.ต.ก. (ย่านจตุจักร) มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท สำหรับนโยบายในปี 2562 มี 3 ประเด็นหลักที่จะทำ คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาท , ลดการขาดทุนให้ได้ และประกาศการคอร์รัปชันของ อ.ต.ก.ต้องเป็นศูนย์

“จากในปี 2558 อ.ต.ก.ขาดทุนอยู่ 120 ล้านบาท พอเข้ามาบริหารแล้วสามารถปรับลดขาดทุนเหลือ 80 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะลดการขาดทุนเหลือ 30 ล้านบาท แต่มีภาระเพิ่มขึ้นจากค่าเช่าที่ดินการรถไฟฯ อีกกว่า 50 ล้านบาท จากค่าเช่าที่ดินการรถไฟฯ กว่า 40 ล้านบาท ซึ่งสัญญาเช่าใหม่ 10 ปี การรถไฟฯ ปรับค่าเช่าขึ้นกว่า 100% และมีการปรับเพิ่มค่าเช่า 5% ทุกปี เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ในปี 2559 มีรายได้เพิ่ม 113 ล้านบาท เดิมจ่ายค่าเช่ากว่า 40 ล้านบาท จะต้องมาจ่ายค่าเช่าเป็น 104 ล้านบาท จะเห็นว่ามีภาระค่าเช่าเพิ่มเท่าตัว ซึ่งก็ไม่ใช่จ่ายค่าเช่าอย่างเดียว ก็ต้องจ้างพนักงานทำความสะอาดและพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) มาดูแล จึงทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้น” นายกลมวิศว์ กล่าว

นายกมลวิศว์ กล่าวว่า เพื่อลดการขาดทุน อ.ต.ก.จึงจำเป็นที่จะต้องเก็บค่าเช่าแผงขึ้น ปัจจุบันเก็บค่าเช่าแผงค้า 608 แผง อัตราค่าเช่าเฉลี่ยตํ่าสุด 74.50 บาทต่อแผง/ต่อวัน คิดเป็นเดือนละ 2,235 บาท สูงสูดอยู่ที่ 377 บาทต่อแผง/ต่อวัน คิดเป็นเดือนละ 1.16 หมื่นบาท ในกว่า 600 แผง ที่ต่ำกว่า 200 บาทต่อวัน ประมาณ 390 แผง ส่วนใหญ่ตํ่ากว่า 200 บาท ซึ่งไม่ได้แพงจริง แต่คนมักไปอ้างว่าค่าเช่าแพง ซึ่งจริงแล้วไม่ใช่ โดยค่าเช่ายืนยันว่าไม่ได้แพงกว่าที่อื่นแน่นอน ยกตัวอย่าง ราคาแผง 200 บาทต่อวัน ปรับขึ้นที่ 40% คิดคำนวณราคาใหม่ 80 บาทต่อวัน จ่ายเป็น 280 บาทต่อวัน โดยราคาปรับใหม่จะจ่ายในวันที่ 1 ม.ค.62

“ที่ผ่านมาทุก 3 ปี อ.ต.ก.ปรับค่าเช่าแผง 16% ขณะที่ค่าเช่ารถไฟขึ้นทุกปี ปีละ 5% รวม 15% อ.ต.ก.ก็ปรับแบบนี้มาตลอดในสัญญาเก่า 10 ปีแรก พอถึงวันที่ต่อสัญญาใหม่ การรถไฟฯ บอกว่าเพิ่มขึ้นกว่า 100% แล้วถึงไปปรับอีก 5% ต่อปี จาก 54 ล้านบาท เป็น 104 ล้านบาท ปีนี้ อ.ต.ก.จ่าย 109 ล้านบาทแล้ว ปีหน้าต้องจ่ายประมาณกว่า 115 ล้านบาท จากแผนงานที่คิดว่าจะมีกำไร ในปี 2562 ก็ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ อีกด้านก็เห็นว่าพื้นที่นี้เป็นทำเลทองจริง หลายๆ หน่วยงานที่เช่ากับการรถไฟฯ ก็ในราคานี้ แต่หน่วยงานอื่นรัฐจ่ายค่าเช่าให้ แต่ อ.ต.ก.ต้องหาค่าเช่ามาจ่ายเอง ก็แตกต่างกันตรงนี้” นายกมลวิศว์ กล่าว

Leave a comment