เปิดใจสุดยอดคุณแม่‘พรประภา อัศวานันท์’ ผู้ผลักดันลูกสาว‘ออทิสติก’สู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/358423

https://sootinclaimon.wordpress.com/

เปิดใจสุดยอดคุณแม่‘พรประภา อัศวานันท์’  ผู้ผลักดันลูกสาว‘ออทิสติก’สู่ความสำเร็จ

เปิดใจสุดยอดคุณแม่‘พรประภา อัศวานันท์’ ผู้ผลักดันลูกสาว‘ออทิสติก’สู่ความสำเร็จ

วันเสาร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย พีธีกรพร้อมด้วย คุณแม่พรประภา และ เหมียว-แคทลียา แขกรับเชิญ

เรียกได้ว่าตลอดเดือน “สิงหาคม” เป็นเดือน “วันแม่แห่งชาติ” ที่ยังตลบอบอวนไปด้วยความรัก ความห่วงใยระหว่างแม่ที่มีต่อลูก และเป็นสิ่งย้ำเตือนใจให้เหล่าบรรดาลูกๆ ทั้งหลายได้นึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ซึ่งการเลี้ยงดูแลลูกให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย และการเลี้ยงดูลูกซึ่งมีภาวะบกพร่อง ยิ่งนับเป็นเรื่องสาหัสสากรรจ์ที่สุดอย่างหนึ่งของหัวอกคนเป็นแม่ยิ่งกว่า ล่าสุด
รายการ “แนวหน้าวาไรตี้” ซึ่งออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางสถานี TNN2 ช่อง 784 ดำเนินรายการโดย “ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย” ได้รับเกียรติจาก คุณจ๋า พรประภา อัศวานันท์ คุณแม่หญิงแกร่งผู้ฝ่าฟันอุปสรรคในการดูแลลูกสาวคนโต “น้องเหมียว” แคทลียาอัศวานันท์ เด็กพิเศษซึ่งเป็น ออทิสติก(Autistic) ตั้งแต่กำเนิด พร้อมทำหน้าที่ผลักดันจนสามารถทำให้ “น้องเหมียว” เรียนจบปริญญาตรี คณะศิลปวิจิตร จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และได้รับการยอมรับจากนานาชาติได้เป็นผลสำเร็จ

คุณแม่จ๋า และ น้องเหมียว สุดภาคภูมิใจกับใบประกาศเกียรติคุณ “ก่อให้เกิดการยอมรับแก่กลุ่มบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ”

โดย พรประภา อัศวานันท์ เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การเลี้ยงดูแล“เหมียว” ให้ฟังว่า “แม่ก็พยายามทำให้ เหมียวเค้าเหมือนเป็นเด็กปกติ พูดง่ายๆ ว่าในบ้านไม่ได้มองว่าเค้าเป็นเด็กพิเศษ น้องสาวและน้องชายเค้าเองยังไม่รู้เลยว่ามีพี่สาวเป็นเด็กพิเศษ ทุกคนไม่เข้าใจ ไม่คิดว่าเค้าเป็นเด็กพิเศษ ทุกคนปฏิบัติกับเค้าเหมือนเป็นเด็กปกติทั่วไป แม่เองมักบอกให้เค้าทำตามเหมือนเด็กคนอื่นๆ ให้ได้ อะไรที่ทำไม่ได้เราก็บอกเค้าว่าไม่เป็นไร ก็พูดให้พลังใจกัน เค้าอยากทำอะไรก็ทำไปเลยเราไม่ว่า เพราะเรามี 2 มือเค้ามี 2 มือ เรามี 2 เท้า เค้าก็มี 2 เท้า ดูสินับนิ้วก็มีเท่ากันหมด เพียงแต่เราอาจจะถนัดไม่เหมือนกัน ถ้าเกิดบังเอิญเค้าทำได้เก่งกว่าก็ปล่อยเค้าไป เราทำได้แค่ไหนก็แค่นั้นเราจะสอนลูกแบบนี้ตลอด เพราะงั้นเวลาเค้าไปโรงเรียนอาจจะตามเพื่อนไม่ทัน เค้าก็ทำได้เท่าที่เค้าทำได้ไปเรื่อยๆ ซึ่งโรงเรียนก็แฮปปี้ตัวเค้าเองก็แฮปปี้ไม่ได้กดดันอะไรกัน”

เหมียว-แคทลียา ในชุดครุยวันรับปริญญาตรี

“แม่ให้เค้าใช้ชีวิตเหมือนเด็กปกติเลย อย่างเช่นไปร้านอาหารก็สั่งอาหารคนละอย่าง เค้าก็ได้สิทธิ์เหมือนคนอื่น บรรยากาศในบ้านก็ไม่ได้ทำให้เค้าเหมือนเด็กผิดปกติ เนียลๆ ไปเลยเหมือนทุกคนในบ้าน ซึ่งน้องๆ อีก 2 คนเค้าเองก็ไม่รู้ว่าพี่เค้าผิดปกติ บ้างครั้งเค้าทำหน้าที่พี่ดูแลน้องๆ และบ้างครั้งน้องๆก็ดูแลพี่ ก็พลัดกันในสิ่งที่เค้าถนัด อย่าง “เหมียว” เค้าเป็นคนเจ้าระเบียบ ก็จะคอยเตือนโน่นนี่นั่น ส่วนน้องชายตอนนี้ขับรถได้แล้วก็จะชวนพี่เหมียวออกไปกินข้าวกัน บรรยากาศภายในบ้านเค้าก็ดูแลซึ่งกันและกัน”

พร้อมหน้า พ่อ-แม่-ลูก ครอบครัว “อัศวานันท์”

“สำหรับการดูแล “เหมียว” แม่มองว่าชีวิตคนมันมี 3 ด้าน ทั้งส่วนตัว งาน ครอบครัวเราไม่ควรพร่องส่วนใดส่วนหนึ่ง แม่มองว่ามันเหมือนสามเหลี่ยม เราต้องสร้างสมดุลให้ได้ ให้ความสำคัญอันไหนก่อน-หลังอย่างเหมียวเราก็มีความโชคดีที่ช่วงแรกน้องสาวเค้าเรียน มหิดล พุทธมณฑล สาย 3โรงเรียนที่เค้าเรียนอยู่ที่พุทธมนฑล สาย 4ซึ่งไม่ไกลกันมาก เราก็ไปเช่าบ้านไว้หลังหนึ่งให้เค้าอยู่กัน 2 คนพี่น้อง พอถึงวันหนึ่งน้องสาวเป็นทันตแพทย์เค้าก็ย้ายมาอยู่แถวซอยโยธีในปีแรกก็อยู่ตีคู่กันมา เค้าก็จะเนียลๆ ปรับตัวเข้ากับบรรยากาศได้ พอปีหลังๆเราก็ทิ้งเค้าไว้ให้ แม่บ้านช่วยดูแล ซักเสื้อผ้า ถือของ คอยกางร่ม ไปโรงเรียน เหมียวเค้าก็มีวินัยพอสมควรรู้ว่าวันนี้ วันพรุ่งนี้ ตอนเช้า ตอนบ่ายจะเรียนอะไร ในการที่เค้าเรียนปริญญาตรีแม่แทบจะไม่ได้ไปจู้จี้อะไรกับเค้าเลย”

ผลงานการวาดภาพส่วนหนึ่งของ เหมียว-แคทลียา ในนิทรรศการเพื่อมอบรายได้ให้ “สถาบันราชานุกูล” และถูกนำไปจัดแสดงในต่างประเทศ

“ความเป็นห่วงก็มีบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ในช่วงแรกแม่ ก็เข้าไปฟังครั้งเดียวก่อนว่าเค้าจะสอนอะไร ต้องทำอะไรบ้างมีงานให้ส่งกี่ชิ้น ให้อ่านหนังสืออะไร แล้วเราก็มาทำตารางให้ลูกดูว่าควรจะ
ทบทวนเรื่องอะไรทำเป็นตารางสอน แปะไว้หน้าบ้าน เค้าก็จะใช้ชีวิตตามตารางที่เราวางไว้ให้ โชดดีที่เค้าเป็นเด็กไม่ดื้อเค้าก็จะทำได้ตามนั้นทุกประการ ตอนสอบโอเนต ผลการศึกษาคะแนนก็ไม่ได้แย่ หากใครคิดว่าเด็กพิเศษจะเรียนไม่ได้อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดมากๆ เราจะไม่มีทางรู้ศักยภาพของเค้าได้ เราเอาข้อสอบกลางมาวัดผลมันก็ฟ้องออกมาว่า ลูกเราก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นเราวัดจากทั่วประเทศ ด้วยความถนัดของเค้าก็เหมือนเด็กปกติทั่วไป มีเก่งในวิชาที่ถนัด และไม่เก่งในวิชาที่ไม่ถนัดถือเป็นเรื่องปกติ”

ผลงานการวาดภาพส่วนหนึ่งของ เหมียว-แคทลียา ในนิทรรศการเพื่อมอบรายได้ให้ “สถาบันราชานุกูล” และถูกนำไปจัดแสดงในต่างประเทศ

“สำหรับประสบการณ์ต่างแดนครั้งแรกในชีวิตที่พาเค้าเดินทาง น่าจะอยู่ในช่วงที่เค้าอยู่วัยอนุบาล 5-6 ขวบ ก็พาไปเที่ยวฮาวาย ซึ่งต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่นเราผู้หญิงตัวคนเดียวแล้วลูกอีก 2 ก็ว่ายากแล้วนะ แล้วยิ่งเป็นเด็กพิเศษด้วย เราก็ไปซื้อเชือกที่คนยุคนี้ต่อต้านกันเยอะแยะแต่ที่เมืองนอกมีเยอะ จูงเค้าผ่านด่าน เค้าก้มหน้าตลอด เราก็เลยคุยกับเค้าเหมียวมองไปรอบๆ เราเคยมาที่นี่ไหม เค้าพูดจาอะไรกันหนูรู้เรื่องไหม? เค้าตอบไม่รู้ นั้นแหละ!!ที่แม่เป็นห่วงถ้าเธอหายไปแล้วฉันกับเธอจะเจอกันได้อย่างไร? แม่ถึงต้องจูงหนูไง หนูไม่ชอบใช่ไหม? เค้าก็ตอบว่า ใช่ งั้นแม่จะถอดเชือกออกแต่หนูสัญญานะว่าเราจะจับมือกันจะไม่ปล่อย เค้าก็ทำตามนั้นจริงๆเป็นการผจญภัยครั้งแรก อยากจะชี้ให้เห็นว่าไม่ต้องเอาเด็กไปซ่อน เราพาเค้าออกไปเจอสิ่งต่างๆ ทุกวันเค้าจะได้เรียนรู้ แม่มองว่าแม่เหนื่อยช่วงนี้เพียงแค่ 10-20 ปี แล้วที่เหลือเราปล่อยเค้าได้แล้วอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี อยู่กับพี่ป้า น้าอาได้ แต่ถ้าคุณไปทะนุทะนอมลูก ขนาดนั้นคุณอาจจะต้องเลี้ยงลูกตลอดชีวิต ถ้าพ่อ-แม่อยู่ไปเรื่อยๆ แล้วเค้ายังอยู่กับเรายังโอเค แต่ถ้าวันหนึ่งพ่อแม่เป็นอะไรไปก่อน แล้วใครจะดูแลเค้าถ้าเค้าดูแลตัวเองไม่ได้ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมาก”

นอกจากนี้ “คุณแม่” ยังเล่าถึงความภาคภูมิใจของลูกสาวให้ฟังว่า “ล่าสุดเมื่อปีก่อนช่วงธันวาคม มีการจัดนิทรรศการรูปภาพฝีมือการวาดของเหมียว เพื่อมอบรายได้ให้สถาบันราชานุกูล ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาสอนเด็กพิเศษ เป็นโรงเรียนด้วยโรงบาลด้วย เค้ามีกิจกรรมด้านศิลปะบำบัด เรามองว่าเหมียวก็เป็นเด็กพิเศษเหมือนกัน แล้วเหมียวก็มีโอกาสถึงขนาดนี้เงินไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นคือเหมียวจะได้ส่งต่อโอกาสให้น้องๆ คนอื่น เงินก้อนนี้ก็มอบให้ ราชานุกูล เพื่อจะได้นำเงินไปสอนกิจกรรมในด้านศิลปะบำบัด และทางสถาบันเองก็ได้มอบเกียติบัตร ทำให้เกิดการยอมรับในกลุ่มบุคคลพิเศษ เพราะว่าเหมียวเองเดินทางไปต่างประเทศ ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ เป็นตัวแทนที่เอารูปภาพไปจัดแสดง ซึ่งหลายประเทศยังตกใจที่เหมียวเรียนถึงปริญญาตรีแม้กระทั่งประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังอาจตกใจว่าเรียนได้เหรอ เมืองไทยก้าวหน้าขนาดนั้นเลยเหรอ ก็มีคนเข้ามาถามเหมือนไม่เชื่อเราก็เอาข้อมูลเอกสารให้เค้าเห็น จนได้รับความยอมรับในนานาประเทศจนราชานุกูลมอบเกียติบัตรนี้ให้

สุดท้ายนี้ก็อยากจะฝากว่าเด็กทุกคนก็มีสิทธิ์ตามกฎหมายตั้งแต่แรกเกิด เพราะฉะนั้นอะไรที่เค้าพึงได้ เด็กปกติได้อะไรเค้าก็พึงได้ รวมถึงสถานที่ศึกษาด้วยก็น่าจะต้องทราบว่ามี พ.ร.บ เด็กพิเศษออกมาก็ต้องรับเด็กพิเศษเข้าไปเรียนด้วย ส่วนจะเรียนได้มากได้น้อยขนาดไหนทั้ง 2 ฝ่ายต้องเปิดกว้าง ทั้งนี้คุณแม่ก็ต้องยอมรับลูกตัวเองด้วย ว่าถ้ามีพฤติกรรมร่วมกับคนอื่นไม่ได้จริงๆ ก็ต้องยอมรับ อย่างเหมียวเองก็เรียนซ้ำชั้นไป 2 รอบ ด้วยความที่ตามไม่ทันเพื่อนอาจารย์ก็เลยต้องขออนุญาตให้เรียนซ้ำชั้น ในความเป็นจริงก็คือคุณแม่ก็ต้องรู้ว่ามีสิทธิ์และหน้าที่แค่ไหน กับโรงเรียนก็ต้องมีความเมตตากับเด็ก แต่ถ้าเกิดไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องมาคุยกัน และหาแนวทางร่วมด้วยกัน

ติดตามเรื่องราวดีๆ ที่ครบครันได้ในรายการ “แนวหน้าวาไรตี้” ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทาง TNN2 (และช่อง 784 ทางดิจิตัลทีวี) หรือ True Visions 8 ชมรายการย้อนหลังได้ที่youtubeผู้หญิงแนวหน้าbyคุณแหน

Leave a comment