ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/384526

รายงานพิเศษ : พปชร.กับเสียงเกษตรกร
บรรยากาศการเลือกตั้งเริ่มมีความคึกคัก หลังจากที่นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ประกาศ “ปลดล็อก” พรรคการเมือง มีผลให้ผู้สมัครของแต่ละพรรคเริ่มลงพื้นที่กันอย่างเข้มข้นเพื่อทำกิจกรรมหาเสียง
ขณะที่ฟากรัฐบาลซึ่งอยากจะกลับเข้ามาทำหน้าที่ในสภาอีกครั้ง ก็เร่งออกมาตรการสร้างความนิยมก่อนการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาพืชผลทางการเกษตร มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย มาตรการคืนภาษี VAT ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะครบถ้วนทุกกลุ่มประชาชนในทุกพื้นที่
แต่ในพื้นที่สำคัญอย่างภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นชัยภูมิหลัก เป็นฐานเสียงที่เหนียวแน่นของพรรคคนแดนไกลมาโดยตลอด ทางพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เองก็พยายามจะช่วงชิงฐานเสียงมาให้ได้มากที่สุด จึงมีการเดินสาย “เชิญชวน” เจ้าของเขตพื้นที่เก่าให้เข้ามาร่วมพรรค เพื่อเป็นการการันตีเสียงสนับสนุนจากเกษตรกรและพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้นๆ
รวมไปถึงการส่ง สมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งพรรคฯ เข้าไปลงพื้นที่ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปี เดินสายพูดคุย รับฟังปัญหา และให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องเกษตรกร จนเป็นที่มาของมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งจัดหนัก อนุมัติวงเงินงบประมาณช่วยเหลือชาวสวนยาง-ปาล์ม และชาวไร่ยาสูบ ช่วยลดภาระหนี้เกษตรกรรายย่อยรวมกว่า 28,500 ล้านบาท
กรณีชาวไร่ยาสูบที่ได้รับเงินช่วยเหลือ 159 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งสิ้นเกือบ 3 หมื่นกว่าล้านบาทนั้น มองๆ ดูก็ยังมีความย้อนแย้ง เพราะการให้ความช่วยเหลือชดเชยโควตารับซื้อใบยาของการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ที่หายไปครึ่งต่อครึ่งนั้น เป็นการให้ความช่วยเหลือเฉพาะการรับซื้อใบยาฤดูกาล 2561-2562 เท่านั้น
ในขณะที่รัฐบาลยังคิดจะเก็บภาษียาสูบเพิ่มเพื่อสมทบเข้ากองทุนบัตรทอง และยังเดินหน้าขึ้นภาษีอีกเท่าตัวจาก 20% เป็น 40% ในปีหน้าซึ่งจะทำให้ราคาบุหรี่ขั้นต่ำที่ขณะนี้ขายกันที่ 60 บาท จะพุ่งขึ้นเป็น 90 กว่าบาทในทันที่ และจะทำให้ยอดขายของ ยสท. ต้องลดลงอีกประมาณ 50% ซึ่งแน่นอนว่าปริมาณการรับซื้อใบยาก็จะต้องลดลงไปด้วย ชาวไร่ยาสูบอาจจะไม่ได้ปลูกยากันอีกก็เป็นได้
การให้เงินช่วยเหลือจึงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นได้เท่านั้น สิ่งที่ชาวไร่ชาวสวนอยากเห็นคือ การที่รัฐบาลออกมาตรการที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดและป้องกันไม่มีปัญหาอื่นๆ ที่จะมาซ้ำเติมในระยะยาวมากกว่า เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาคีชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทยซึ่งประกอบด้วยสมาคมชาวไร่ยาสูบภาคเหนือ ภาคอีสาน เพชรบูรณ์ และสุโขทัย รวมกว่า 18 จังหวัด
ทั่วประเทศ จึงมารวมพลกันที่การประชุมใหญ่ครั้งที่ 2 ของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อขอให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบเพื่อกองทุนบัตรทอง และช่วยเหลือเรื่องปัญหาภาษีสรรพสามิต
หากรัฐบาลซึ่งมีรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐนั่งอยู่ถึง 4 คน ตัดสินใจผ่านร่างกฎหมายจัดเก็บเงินสมทบเพื่อกองทุนบัตรทองและขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงชาวไร่ยาสูบภาคเหนือและภาคอีสานแล้ว ชาวไร่ยาสูบกว่า 50,000 ครัวเรือน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องนับแสนคนในหลายสิบจังหวัดคงจะไม่พอใจอย่างแน่นอนเพราะเท่ากับทำให้ชาวไร่ยาสูบขายใบยาสูบได้ยากยิ่งขึ้นหรืออาจต้องขาดรายได้และหมดอาชีพในปีหน้า
ไหนๆ ก็เพิ่งไปปักหมุดยุทธศาสตร์ของภาคเหนือในจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ปลูกยาสูบแล้ว คงต้องวัดใจพลังประชารัฐ โดยเฉพาะนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงฯ ที่ตั้งหน้าตั้งตาทำนโยบายเพื่อเกษตรกรอย่างหนักและรณรงค์หาเสียงเพื่อให้ได้ที่นั่ง สส. มากที่สุดตามเป้าหมายที่พรรควางไว้โดยไม่คาดหวังต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี จะช่วยสะกิดรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ท่านนายกรัฐมนตรี รมว.คลังและ 4 รมต. แห่งพรรคพลังประชารัฐให้กลับมาทบทวนเรื่องนี้ได้หรือไม่เพราะมาตรการนี้ก็ออกมาในสมัยรัฐบาลนี้ นี่คือสิ่งที่ชาวไร่ยาสูบและครอบครัวกว่า 200,000 คน ในภาคเหนือและอีสานต้องการมากกว่าเพื่อให้เขายังขายยาสูบได้ แต่หากรัฐบาลออกนโยบายหรือไม่ยกเลิกมาตรการที่กระทบชาวไร่ชาวนาจำนวนมากแล้วอาจกระทบต่อโอกาสในการได้ที่นั่ง สส. ใน 2 ภาคนี้ซึ่งเป็นกล่องดวงใจของพรรคเพื่อไทยอีกด้วย
ท่านนายกฯเองก็ออกมาประกาศว่าตอนนี้เป็น “นักการเมือง” เต็มตัวแล้ว คงต้องชั่งน้ำหนักเสียงของประชาชนให้ดี หากต้องการจะกลับมาทำงานบริหารประเทศอีกครั้ง
น่าจับตา พปชร.เปิดเวทีใหญ่พบปะพี่น้องประชาชน 5 จุด พร้อมกัน ในวันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 14.00 น. ได้แก่ เชียงใหม่ กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์
งานนี้คงเห็นอนาคตของ พปชร.ว่าเป็นอย่างไร แต่ขอฟันธง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ใจถึงพึ่งได้ตลอดกาล ไม่ทำให้เกษตรกรผิดหวัง