ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/364858

ไข้หวัดใหญ่ร้ายกว่าที่คิด มีทั้ง ‘เสี่ยงเป็น’ และ ‘เสี่ยงตาย’
ในแต่ละปีสถิติของผู้ป่วย (ที่ไม่มีภาวะเสี่ยง) ที่เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ พบมากถึง 1 ต่อ 10,000 ราย ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นสถิติที่น่าตกใจเพราะใครจะคาดคิดว่าโรคไข้หวัดใหญ่จะสามารถคร่าชีวิตคนได้ถึงเพียงนี้ โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ดูเหมือนธรรมดา แต่แท้จริงแล้วไม่ธรรมดาเสมอไป เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อไวรัสที่มีอัตรากลายพันธุ์สูงมากเพราะการกลายพันธุ์เป็นขบวนการเพื่อความอยู่รอดของตัวเชื้อโรค เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกทำลายจากระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ฉะนั้นในแต่ละปีไวรัสไข้หวัดใหญ่มักมีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ทำให้สามารถก่อโรคในคนได้ทุกปีนั่นเป็นสาเหตุต้องมีการพัฒนาวัคซีนที่ไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ครอบคลุมสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละปีให้ได้มากที่สุดนั่นเอง
รองศาสตราจารย์(พิเศษ)นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์และนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้คาดการณ์สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบันว่าผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป มีโอกาสป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ประมาณร้อยละ 10-15 ต่อปี ส่วนในเด็กถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สูงมากถึงประมาณร้อยละ 30-40 ต่อปีของประชากรเด็ก และยังมีรายงานทางสถิติอีกว่าถ้าเป็นคนที่ไม่มีภาวะเสี่ยงจะพบอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่อยู่ที่สัดส่วน 1 ต่อ 10,000ราย ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่”
“ประชาชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง เป็นเองหายเอง จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญในการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค แต่ในความเป็นจริงแล้ว การป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มีโอกาสเสียชีวิตได้ ซึ่งต้องมาพิจารณาว่าคนกลุ่มใดที่จะเข้าข่ายอยู่ใน “กลุ่มเสี่ยง” ประเภทใด โดยกลุ่มเสี่ยงจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ เสี่ยงเป็นกับเสี่ยงตาย”
“เสี่ยงเป็น” เด็กถือว่าเป็นกลุ่มที่มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายที่สุด ซึ่งในแต่ละปี เด็กจะมีโอกาสป่วยจากโรคไข้หวัดใหญ่สูงถึง
ร้อยละ 30-40 เพราะภูมิคุ้มกันต่างๆ ในเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ รวมไปถึงพฤติกรรมของเด็กที่มักมีการสัมผัสจากการเล่นกันที่โรงเรียน การไอ จาม สั่งน้ำมูก และไม่ชอบล้างมือ จึงเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเป็นมากที่สุดนอกจากนั้นมีบุคลากรทางการแพทย์ที่โอกาสรับเชื้อสูงจากลักษณะการทำงาน
%20%E0%B8%99%E0%B8%9E_%20%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5.jpg)
รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์
“เสี่ยงตาย” ทำไมเป็นแล้วถึงตายมันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ จากผลการวิจัยทั่วโลกพบว่า ในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปีและกลุ่มที่มีโรคประจำตัว อาทิ โรคปอด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต โรคอ้วนรวมไปถึงในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์เป็นต้น จะมีความเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้เมื่อเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ เพราะอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่ายและรุนแรงกว่ากลุ่มอื่นๆ โรคแทรกซ้อนที่พบบ่อย เช่น โรคปอดอักเสบ หรือ ปอดบวม โดยจะมีระดับความเสี่ยงที่โรคจะรุนแรงสูงเพิ่มขึ้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าป่วยเป็นโรคประจำตัวอะไรหรืออยู่ในกลุ่มใดเช่น โรคถุงลมโป่งพองหรือโรคปอด จะเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง โดยพบมากกว่าคนปกติถึง 100 เท่าโรคหัวใจจะเสี่ยงมากกว่าคนปกติถึง 50 เท่า และโรคเบาหวาน เสี่ยงมากกว่าคนปกติ 5-10 เท่าเป็นต้น เนื่องจากในผู้ที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้อาจจะมีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแปรปรวนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีเท่ากับคนที่มีสุขภาพแข็งแรงในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์ในประเทศไทยมีอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ค่อนข้างต่ำ จากสถิติพบว่าในกลุ่มนี้ สามารถเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ง่ายกว่าคนปกติถึง 4 เท่า และหากเป็นไข้หวัดใหญ่มักมีอาการรุนแรง สามารถส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น การคลอดก่อนกำหนด อาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการตั้งครรภ์ หรือเสียชีวิตได้ทั้งแม่และลูก ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยไม่ว่าจะมีโรคประจำตัวแบบไหน หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงใดรวมทั้งกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ เราควรลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีจะมีความคุ้มค่ามากที่สุด
ฉะนั้นต้องลองดูว่าคุณเข้าข่ายอยู่ในกลุ่มไหน “กลุ่มเสี่ยงเป็น” หรือ “กลุ่มเสี่ยงตาย” หรือทั้งสองกลุ่ม แล้วหาวิธีป้องกันตนเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดอัตราเสี่ยงเป็น และเสี่ยงตาย นอกจากการดูแลตนเอง เช่น ปิดปาก ปิดจมูกเมื่อไอหรือจาม ล้างมือบ่อยๆ ใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด เป็นต้น วิธีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ดีและคุ้มค่าอีกหนึ่งวิธีคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมี 2 ชนิด ได้แก่ ชนิด 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วยสายพันธุ์ A จำนวน 2 สายพันธุ์ (pH1N1 และ H3N2) กับ สายพันธุ์ B จำนวน 1 สายพันธุ์ และชนิด 4 สายพันธุ์ ประกอบด้วยสายพันธุ์ A จำนวน 2 สายพันธุ์ (pH1N1 และ H3N2) กับสายพันธุ์ B จำนวน 2 สายพันธุ์ คือlineages ชื่อ Victoria และ Yamagata ตามความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ ซึ่งสามารถครอบคลุมเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ได้กว้างขวางมากกว่าเพราะมี 2 สายพันธุ์ย่อยในวัคซีน
จากการศึกษาวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับประโยชน์ของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ พบว่าสามารถลดจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ลดความถี่ในการมาพบแพทย์ลดการแพร่เชื้อโรค รวมไปถึงลดการรักษาตัวในห้องฉุกเฉินอีกด้วย ซึ่งผลโดยรวมยังพบว่าวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มีประโยชน์มากต่อคนทุกช่วงอายุรวมทั้งผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวด้วย
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มเด็กมักจะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B สูงกว่าผู้ใหญ่ถึง 9 เท่า และเป็นกลุ่มเสี่ยงเป็นที่มีโอกาสป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สูงกว่าผู้ใหญ่ถึง 4 เท่า หรือพบร้อยละ 30-40 ต่อปีของกลุ่มเด็กทั้งหมด ดังนั้นจึงแนะนำฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่นี้ให้แก่เด็กๆ ได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ในช่วงเดือนมิถุนายน-
กันยายน หรือในช่วงก่อนเปิดเทอมใหญ่ประจำปีจะได้ประโยชน์มาก
รองศาสตราจารย์(พิเศษ)นายแพทย์ทวีกล่าวปิดท้าย “ปัจจุบันเด็กในวัย 6 เดือน-2 ปี เข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่จากภาครัฐบาลเพียงแค่ร้อยละ 2 เท่านั้น และจากการใช้ชีวิตของหลายๆ ครอบครัวที่มักพาเด็กเล็กไปในที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้าโรงภาพยนตร์ รถไฟฟ้า หรือสถานที่ที่แออัดซึ่งเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี เป็นกลุ่มเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วอาจมีอาการรุนแรงได้เพราะระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง จึงควรคำนึงถึงการฉีดวัคซีนในช่วงวัยดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คนในครอบครัวที่ใกล้ชิดกับเด็กก็ควรได้รับวัคซีนเช่นกัน เนื่องจากเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ยังไม่สามารถรับวัคซีนได้และร่างกายยังอ่อนแอ จึงควรเน้นการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้หวัดใหญ่ผ่านรกไปป้องกันทารกในช่วง 6 เดือนหลังคลอด
สิ่งที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งคือการรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชนให้เห็นถึงประโยชน์และความคุ้มค่าของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แก่ทุกคนในครอบครัวเพราะผลจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค ลดการเจ็บป่วยลดการหยุดงาน ลดการหยุดเรียน และลดความเครียดรวมทั้งความทุกข์ใจของครอบครัวด้วย”