ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/367990

แพทย์แนะแนวทางรักษา ‘นิ้วล็อก’
ในยุคสังคมออนไลน์ การเล่นสมาร์ทโฟน และแท็บเลตเป็นเวลานาน โดยใช้งานนิ้วมือหนักเกินไป ด้วยท่วงท่าเดิมซ้ำๆ ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้พบคนเป็นโรคนิ้วล็อกเพิ่มมากขึ้น หรือการใช้นิ้วเกี่ยวของหนักๆ นานๆ มักเป็นสาเหตุของการเกิดโรคนิ้วล็อก
จากบทความ ของ นพ.เติมพงศ์ พ่อค้า ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ-มือ รพ.เวชธานี ให้ความรู้ว่า “โรคนิ้วล็อค” เกิดจากปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณฐานของนิ้วมืออักเสบและหนาตัวขึ้น ซึ่งเมื่ออักเสบจะทำให้เส้นเอ็นเคลื่อนผ่านปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่หนาขึ้นด้วยความยากลำบาก จึงมีอาการปวด และขยับนิ้วมือได้ยากขึ้น
อาการแบบนี้ บ่งชี้โรคนิ้วล็อก ผู้ป่วยโรคนิ้วล็อกมักมีอาการเจ็บที่ฝ่ามือ บริเวณใต้ข้อต่อโคนนิ้วมือ หากเป็นมากขึ้นอาจมีอาการสะดุดเวลากำหรือเหยียดนิ้วมือได้ โดยอาการของโรคมักพบมากหลังจากตื่นนอนตอนเช้า หรือตอนที่ใช้งานมือหนัก ๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ความรุนแรงของโรคนิ้วล็อกแบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้ มีอาการเจ็บบริเวณโคนนิ้วมือมีอาการสะดุดเวลากำหรือเหยียดนิ้วมือ แต่ยังสามารถเหยียดนิ้วได้เอง กำมือแล้วเกิดอาการล็อก ไม่สามารถเหยียดนิ้วได้เอง ต้องใช้มือมาช่วยง้างออก และไม่สามารถกำมือได้สุด และอาจมีข้อนิ้วมืองอผิดรูปร่วมด้วย
สำหรับ แนวทางในการรักษาโรคนิ้วล็อก แบ่งเป็น3 ขั้นตอน ประกอบด้วย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ และนำมือแช่น้ำอุ่นตอนเช้าหลังตื่นนอน ประมาณ 5 นาที ร่วมกับรับประทานยาลดปวดและอักเสบตามอาการ
2.ฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะที่ ตรงตำแหน่งปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณฐานของนิ้วมือ (A1-Pulley) ซึ่งยาที่ใช้นั้นเป็นยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ภายใต้ความดูแลของแพทย์ เนื่องจากผลข้างเคียงร้ายแรงที่สุดที่พบได้คือ เส้นเอ็นเปื่อยและอาจจะขาดเองได้ 3.การผ่าตัดเข้าไปตัดปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณฐานของนิ้วมือ (A1-Pulley) ร่วมกับเลาะเนื้อเยื่ออักเสบที่หุ้มเส้นเอ็นออก วิธีนี้เป็นวิธีสุดท้ายที่ใช้ในการรักษา จะช่วยลดอาการปวดและทำให้เส้นเอ็นขยับได้คล่องขึ้น ไม่มีอาการสะดุดเวลาใช้งาน โดยการผ่าตัดจะฉีดยาชาเฉพาะที่คล้ายกับการถอนฟัน ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการหลังจากผ่าตัด เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้วนิ้วมือสามารถขยับได้เลยตั้งแต่หลังผ่าตัดเสร็จ
ทั้งนี้ วิธีและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและดุลยพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม ควรปรับพฤติกรรมการใช้งานนิ้วมือให้เหมาะสม ทั้งหลีกเลี่ยงการใช้นิ้วเกี่ยวของหนักๆ หรือลดระยะเวลาการเล่นสมาร์ทโฟนลง ก่อนเกิดอาการนิ้วล็อกหรือก่อนที่อาการของโรคจะดำเนินไปมากขึ้นกว่าเดิม