ประชุมนานาชาติ ปลุกพลังของการให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370686

ประชุมนานาชาติ ปลุกพลังของการให้

ประชุมนานาชาติ ปลุกพลังของการให้

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

4 องค์กรการกุศล Asia Philanthropy Circle-APC, Thai Young Philanthropist Network-TYPN, มูลนิธิเพื่อคนไทย และมูลนิธิดีที แฟมิลี่ส์ ได้ร่วมกันจัดประชุมนานาชาติ “The Givers Network 2018, Bangkok” ขึ้นเป็นครั้งแรก ถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านเรื่องราวการให้ของ 5 ตัวแทนผู้ให้ และการเสวนาร่วมกันของบุคคลและองค์กรจากหลากหลายภาคส่วนในสังคม เพื่อระดมความคิดในการต่อยอดซึ่งกันและกันในการทำงานเพื่อสังคม ด้วยผลตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน พร้อมเชิญชวนบุคคลทั่วไปและองค์กรร่วมเป็นสมาชิก เพื่อร่วมแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์ และต่อยอดการให้ด้วยกัน

ดร.วิทย์ สุนทรนันท์ ตัวแทน The Givers Network และประธานมูลนิธิดีที แฟมิลี่ส์ กล่าวถึงความตั้งใจของการจัดการประชุม The GiversNetwork 2018, Bangkok ในครั้งนี้ว่าเพื่อปลุกพลังของการให้แก่ผู้คนทั่วไปในสังคม ผ่าน 5 เรื่องราวชีวิตและมุมมองการให้ในมิติที่แตกต่างกันไป โดยหวังให้เกิดแรงส่งให้ผู้คนร่วมให้ด้วยกันที่มีพลังและเกิดผลมากยิ่งขึ้นต่อไป เราจึงยังมีงานในส่วนของแพล็ตฟอร์มที่ต้องดำเนินการและพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้เครือข่ายผู้มีจิตใจของการให้ The GiversNetwork ได้เปิดโอกาสให้ผู้ให้ทั้งในระดับองค์กรและบุคคลร่วมลงทะเบียนเป็นสมาชิกผ่านเว็บไซต์ www.giversnetwork.org

หนึ่งในผู้ให้ สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท็กซี่จิตอาสาที่ให้บริการรับส่ง (ฟรี) สำหรับคนพิการคนป่วย และไม่ใช่แค่ขับรถไป-ส่ง ยังช่วยอุ้มจากเตียงที่บ้านไปถึงโรงพยาบาล เขาทำแบบนี้มานานกว่ายี่สิบปีแล้ว ทุกครั้งที่ต้องพูดถึงเบื้องหลังที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เขาต้องร้องไห้กับความเจ็บปวดและความสุขในอดีต เพราะเขาเองก็เคยผ่านช่วงเวลาลำบากและยากจนมาก่อน บ่อยครั้งไม่มีกิน แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือจากคนที่ไม่เคยรู้จักเลยทำให้ตระหนักรู้ว่าควรใช้ชีวิตให้มีคุณค่าต่อผู้อื่นและ น้ำใจที่ได้รับจากคนแปลกหน้านั่นเองที่เป็นแรงบันดาลให้ผมอยากทำความดี

“ภารกิจหลักของผม ตื่นตั้งแต่ตี 2 ตี 3 หรือไม่ก็ตี 4 เพราะมีผู้ป่วยจองคิวให้ไปรับประมาณ 4 คน บางทีมีขาจรเพิ่มอีกสามคน สิ่งที่ผมทำก็ซ้ำๆ ซากๆ ไปรับ-ไปส่งผู้ป่วยทำให้เพื่อนๆ ที่รู้จักกันมองว่าผมไม่เต็มหรือบ้าโดยเมื่อจะทำงาน ผมต้องใส่เข็มขัดพยุงหลัง ปลอกแขนผ้ากันเปื้อน บางคนต้องนอนบนพื้นกระดาน พื้นปูน และไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์ เราก็เป็นสะพานบุญให้โพสต์เพื่อขอบคุณคนที่แบ่งปันให้คนอื่น เคยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ให้ที่นอนผมไปช่วยคนที่ขาดแคลนไม่อั้น หรือคนที่อยู่อเมริกาโอนเงินมาให้ซื้ออุปกรณ์ให้ผู้ป่วยสิ่งสำคัญการเป็นสะพานบุญต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต”

ที่ผ่านมาแม้เขาจะพบบททดสอบสารพัดถูกเอาเปรียบและถูกทำร้ายเกือบตลอดชีวิตในวัยหนุ่มแต่เขากลับคิดว่า “คนอื่นจะทำกับเรายังไง เราจำขึ้นใจว่าอย่าไปทำกับคนอื่นแบบเดียวกับที่เขาทำกับเรา”

เชาวลิต สาดสมัย หรือครูเชาว์ จิตอาสาผู้ให้ความช่วยเหลือแก่เด็กๆ ในชุมชมแออัดบริเวณใต้สะพานพระราม 8 กับต้นทุนชีวิตที่มากกว่าติดลบ เขาเกิดมาพร้อมความพิการแบบออทิสติก เติบโตในสถานสงเคราะห์ แสดงให้สังคมไทยได้เห็นว่าแม้จะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ ถ้ามีความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ เขามุ่งหน้าเรียนจบปริญญาตรีเพื่อมาทำงานช่วยเหลือสังคม ปัจจุบันครูเชาว์เป็นนักพัฒนาสังคมอัตราจ้าง สังกัดกรุงเทพมหานคร มีหน้าที่หลักในการดูแลเด็กๆ ในศูนย์ดูแลเด็กแล้ว ยังดูแลผู้ป่วยและคนแก่ที่ยากจนและถูกทิ้งให้อยู่โดยลำพัง ครอบคลุมถึง 6 ชุมชน สำหรับ “ความฝันอันสูงสุด” ของครูเชาว์คือต้องการให้เด็กด้อยโอกาสที่ผ่านเข้ามาเป็นลูกศิษย์ในชีวิตของเขาได้มีโอกาสเรียนจบระดับปริญญาและแผนงานอันใกล้ที่เขาต้องการคือตั้งศูนย์อนามัยดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้คนในชุมชน วันนี้เขายังคงมุ่งมั่นก้าวเดินต่อไป

“ผมยินดีต้อนรับคนที่จะเข้ามาช่วยทำงานช่วยเหลือสังคมกับผม ไม่ต้องมีเงิน ไม่ต้องมีของขอแค่มีใจที่พร้อมจะให้ แค่คุณเดินเข้ามา ก็ได้บุญแล้วครับ”

Leave a comment