เปิดใจ’หมอน็อต-ณฤทธิ์ศร’ลงพื้นที่อินโดนีเซีย ช่วยเหลือสัตว์จากสึนามิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379661

เปิดใจ'หมอน็อต-ณฤทธิ์ศร'ลงพื้นที่อินโดนีเซีย ช่วยเหลือสัตว์จากสึนามิ

เปิดใจ’หมอน็อต-ณฤทธิ์ศร’ลงพื้นที่อินโดนีเซีย ช่วยเหลือสัตว์จากสึนามิ

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 11.53 น.

เหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าถล่มชายฝั่งบนเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซียเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ที่ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบมากถึง 1.6 ล้านคน มีรายงานผู้เสียชีวิตกว่าพันคน ยังไม่รวมถึงสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ล้มตาย หรือถูกทิ้งให้ต้องทนทุกข์ทรมาน

ท่ามกลางธารน้ำใจและความช่วยเหลือจากนานาชาติที่ส่งไปในพื้นที่ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก World Animal Protection นำโดยหมอน็อต-นายสัตวแพทย์ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม ผู้จัดการโครงการสัตว์ประสบภัย (Programme Manager, Animals in Diasters) และทีมงานเป็นหนึ่งในคณะที่ลงพื้นที่เมืองปาลู ซึ่งเป็นเมืองที่ประสบภัยพิบัติครั้งนี้ เพื่อร่วมสังเกตการณ์และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่สัตว์เพื่อให้อยู่รอดอย่างเร่งด่วน

“หลังจากตัดสินใจว่าจะลงพื้นที่ ผมและทีมงานนั่งเครื่องบินไปลงที่ฝั่งใต้ของอินโดนีเซีย เพราะเครื่องบินไม่สามารถลงจอดที่เมืองปาลูซึ่งเป็นจุดหมายได้ เราจึงต้องเหมารถจากตอนใต้มายังตอนกลาง ซึ่งกว่าจะหารถได้ก็ใช้เวลาเกือบ1 วัน นั่งรถมาอีก1,060 กิโลเมตร ใช้เวลาร่วม 20 ชั่วโมง กว่าจะเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย เพราะต้องใช้เส้นทางที่เลาะทางเขาเข้ามาทั้งหมด เวลาเจอปั๊มน้ำมันก็ต้องคอยแวะเติม เชื่อไหมว่าแต่ละปั๊มมีรถต่อคิวเติมน้ำมันติดยาวเป็นกิโล ใช้เวลารอไม่ต่ำกว่าชั่วโมง” หมอน็อตสะท้อนภาพความยากลำบากในการเข้าพื้นที่

“พอใกล้ถึงจุดหมาย เราเริ่มเห็นผู้ประสบภัยใช้ชีวิตอยู่ตามท้องถนน เริ่มพบแพะ-แกะที่ป่วยและมีบาดแผล เราก็ดำเนินการช่วยเหลือนำอาหารไปให้ จนมาถึงจุดหมาย วินาทีแรกที่เปิดกระจก คือ ได้กลิ่นเน่าลอยมาก่อนเลย” หมอน็อตถ่ายทอดถึงเหตุการณ์ที่ยังจำได้ไม่ลืม พร้อมเผยถึงภารกิจของทีม “เราลงพื้นที่ครั้งแรกเป็นเวลา 3 วัน เริ่มจากการเข้าไปสำรวจจุดพักพิงที่ประชาชนอพยพมาอาศัยอยู่พร้อมสัตว์ต่างๆเพื่อประเมินความเสียหายอย่างเร่งด่วน พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ มอบชุดอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อรักษาสัตว์ในพื้นที่ภัยพิบัติ และวางแผนให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องด้วยการนำทีมสัตว์แพทย์อาสาเข้าไปในพื้นที่ ก่อนจะเดินทางกลับออกมา เบ็ดเสร็จรวมระยะทางไป-กลับ 2,000 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาอยู่บนรถร่วม 50 ชม.”

นอกจากอินโดนีเซีย ตลอด 10 ปีในการทำงาน หมอน็อตได้มีโอกาสลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสัตว์มาแล้วในหลายพื้นที่ ผ่านการทำงานในภัยพิบัติมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ น้ำท่วม ภัยแล้ง และ โรคระบาด ซึ่งมักเกิดหลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ

“บนโลกนี้มีภัยพิบัติเกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทุกวันนี้ทีมงานของเราซึ่งกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่ ไทย คอสตาริกา เคนยา และ อินเดีย จะทำงานร่วมกันในการมอนิเตอร์สถานการณ์ภัยพิบัติรอบโลก และประเมินสถานการณ์ในการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อเกิดภัยพิบัติเราจะใช้เวลาตัดสินใจและประสานงานเพื่อเตรียมตัวลงพื้นที่ไม่เกิน 3 วัน โดยหลักการประเมินว่าจะลงพื้นที่หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสถานการณ์อะไร แต่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและผลกระทบของเหตุการณ์นั้น ยกตัวอย่างเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เราต้องประเมินแล้วว่า สถานการณ์เป็นอย่างไร น้ำหลากมาแล้วไป หรือ น้ำท่วมขัง ถ้าเป็นอย่างหลังเราต้องไป เพราะต้องมีคนและสัตว์ติดเกาะ ขาดน้ำขาดอาหาร เป็นต้น” หมอน็อตบอกเล่าอย่างออกรส พร้อมไขข้องใจว่า ในจำนวนภัยพิบัติประเภทไหนท้าทายที่สุดในการเข้าไปช่วยเหลือ

“ภัยแล้งยากที่สุดครับ ถึงภาพที่ออกมาจะดูไม่ตื่นเต้นเท่าภาพสึนามิ แผ่นดินไหว แต่เหตุการณ์พวกนั้นเกิดแล้วจบทันที ยกเว้นบางกรณีอาจจะมีอาฟเตอร์ช็อค หรือ มีผลกระทบต่อเนื่อง อย่างสึนามิที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ส่งผลกระทบไปถึงโรงงานนิวเคลียร์ แต่ภัยแล้งเป็นภัยพิบัติที่กระทบในวงกว้างและยาวนาน ไม่เพียงทำให้ชาวบ้านบางคนหมดตัว เพราะเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ แต่ในแง่การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือก็ยากเช่นกัน เพราะความสำเร็จจากการเข้าไปช่วยเหลือชุมชนที่ประสบภัยพิบัติ ต้องขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ชุมชนนั้นมีด้วย หากทรัพยากรในชุมชนร่อยหรอย่อมส่งผลให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและระยะยาวเป็นไปอย่างยากลำบาก

พร้อมกันนี้ สัตวแพทย์หนุ่มยังเสริมด้วยว่า ในการลงพื้นที่แต่ละครั้งนอกจากจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ยังต้องอาศัยการประสานงานกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐ หรือ องค์กรของชุมชนในท้องถิ่น เพื่อให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่ใช่องค์กรใหญ่ ดังนั้นการทำงานกับภาครัฐจะช่วยให้เรารู้เป้าหมายและความต้องการของชุมชนได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญยังสามารถทำงานเพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืนได้  เพราะเราคงไม่สามารถจะลงพื้นที่อยู่กับชาวบ้านได้ตลอดไป สิ่งที่เราทำได้คือนำองค์ความรู้ไปมอบให้” หมอน็อตบอกเล่าถึงภารกิจที่ทำด้วยแววตามุ่งมั่น

ถามว่าอะไรคือแรงบันดาลใจให้หมอน็อตไม่ย่อท้อกับการอุทิศตนเพื่อทำงานที่ท้าทาย แม้รู้ดีว่าการลงพื้นที่ทุกครั้งเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก สัตวแพทย์หนุ่มตอบอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า “ผมเชื่อว่างานทุกงานมีความลำบาก ไม่ใช่แค่งานนี้ ผมเพียงแต่รู้ว่างานที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติ ผมมีความสุขที่ได้เห็นว่าผลจากงานที่ผมทำ ทำให้ชาวบ้านและสัตว์ได้กลับไปมีชีวิตแบบที่ควรจะมี และควรจะเป็นอีกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม หมอน็อต ยอบรับว่า ทุกครั้งที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ย่อมมีทั้งความสุข สมหวัง ผิดหวังเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งที่ต้องทำคือยอมรับและเดินต่อไป

“เราไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ 100% ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม ผมมักปลอบใจตัวเองเสมอว่าตราบที่เราทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดและเร็วที่สุด ผลออกมาจะเป็นอย่างไร มันคือความจริงที่เราต้องยอมรับ หากผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นดั่งหวัง เราก็ต้องเรียนรู้ และนำมาเป็นบทเรียนในครั้งต่อไป”

สำหรับเป้าหมายจากนี้ นอกจากหมอน็อตยังคงมุ่งมั่นทำงานตรงนี้ต่อไปให้นานที่สุด เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นทางการทำงาน ตั้งแต่วันแรกมาจนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่า 10 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สังคมตื่นตัวเรื่องการช่วยเหลือสัตว์ จากช่วงแรกที่เข้ามาทำงานตรงนี้ คนไทยรวมทั้งสัตวแพทย์เองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่างานจัดการภัยพิบัติของสัตว์นั้นคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรด้วยซ้ำ เพราะถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากในภูมิภาคอาเซียน

“ตัวผมเองแม้จะเรียนจบสัตวแพทย์ก็ยังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจมากนัก รู้แต่มีแพชชั่นตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ ดังนั้นพอเรียนจบแล้วเห็นว่าทางองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเปิดรับอินเทิร์น ผมเลยลองมาสมัคร ปรากฏว่าได้จึงมีโอกาสทำงานมาจนถึงทุกวันนี้”

ทั้งนี้ หมอน็อตเชื่อว่า 10 ปีจากนี้ไปน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอีก โดยเฉพาะการผลักดันให้ภาครัฐมีกลไกในการช่วยเหลือสัตว์ในภาวะภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนเกิด-ระหว่างและหลังเกิดภัยพิบัติทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

“ตอนนี้เราเดินหน้าไปเยอะแล้วในเชิงทฤษฎี แต่เราอยากให้เห็นในเชิงปฏิบัติ ทั้งในการยกระดับการเตือนภัย และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ”

สุดท้ายก่อนจะจากกัน หมอน็อตยังถือโอกาสทิ้งท้ายด้วยหัวใจที่หล่อมากๆว่า “ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ผมไม่เคยกลัวตาย แต่ผมกลัวว่าลงพื้นที่ไปแล้วจะช่วยอะไรไม่ได้มากกว่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น สำหรับผม มันคือความล้มเหลว”

Leave a comment