ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/entertain/464151

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : หัวใจของการเปลี่ยนแปลง
วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
1.
เมื่อไม่นานมานี้ ในโลกออนไลน์มีความเคลื่อนไหวหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือการปรากฏบทความเกี่ยวกับ “ต้นแบบสะใภ้” ของชาวเกาหลีใต้ ด้วยการหยิบยกชีวิตของ “เอ็มมา สุมัมปง” ผู้หญิงชาวฟิลิปปินส์ที่ผ่านบริการนัดบอด(บริษัทที่ทำเกี่ยวกับการจัดหาคู่แต่งงาน) จนกลายมาเป็นภรรยาของ “ลี บุง โฮ” หนุ่มชาวเกาหลีใต้
สุมัมปง ตัดสินใจย้ายมาอยู่กับสามีที่ประเทศเกาหลีใต้หลังการแต่งงาน และนี่เองที่ทำให้เธอกลายเป็น “สะใภ้ต้นแบบ” ในเวลาต่อมา
กิจวัตรประจำวันของเธอเริ่มขึ้นตั้งแต่ 05.00 น. เมื่อต้องตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้าให้กับครอบครัว ต่อด้วยการทำงานบ้าน จากนั้นก็ส่งลูกทั้งสามคนไปโรงเรียน ก่อนที่จะไปเข้างานเป็นเสมียนที่บริษัทแห่งหนึ่ง จนเมื่อตกบ่ายได้เวลางานเลิก เธอต้องตรงไปยังสวนผักของครอบครัว เก็บผัก รดน้ำ ดูแลความเรียบร้อย แล้วค่อยกลับมาที่บ้านทำอาหารเย็น ทำความสะอาด และสอนการบ้านลูก รวมไปถึงหน้าที่พิเศษในการปรนนิบัติพ่อกับแม่ของสามีที่แก่ชรามากแล้ว (ตอนนี้เหลือเพียงแม่สามีวัย 89 ปีหลังพ่อสามีได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้)จึงไม่แปลกที่ “สมาคมสวัสดิการครอบครัว” ได้มอบตำแหน่ง “ฮโยบู” หรือรางวัลกตัญญูให้แก่สะใภ้คนนี้จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วแดนกิมจิ และทั่วโลก
2.
สำหรับความสนใจที่เกิดขึ้นนั้น ถ้ามองกันตามตรงแล้ว ส่วนใหญ่น่าจะให้น้ำหนักไปกับเรื่อง “วัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป” ของผู้หญิงเกาหลีใต้ มากกว่า “ความกตัญญู” ในฐานะลูกสะใภ้ต่างชาติ นั่นเพราะด้วยโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมของชาวเกาหลีใต้ที่ผ่านมา ความที่ถูกกำกับให้ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงจึงทำหน้าที่ได้แค่ในฐานะ “แม่” และ “เมีย” เท่านั้น แต่ข้อมูลต่างๆ ที่ถูกเผยแพร่ออกมาผ่านบทความ“ต้นแบบสะใภ้” นั้นมีการระบุถึง“การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม”ที่น่าทำความเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง
“ฮยุนจู นาโอมิ ชี” อาจารย์ด้านนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ได้อธิบายเอาไว้ในบทความชิ้นนั้นว่า “รางวัลฮโยบู” เป็นการพยายามตอกย้ำบทบาททางเพศตามประเพณี ที่กำหนดให้ผู้หญิงเกาหลีใต้ต้องทำหน้าที่ดูแลครอบครัว และเป็นเสมือนตลกร้ายที่ทางสมาคมฯ เลือกที่จะมอบรางวัลนี้ให้กับผู้หญิงชาวต่างชาติเพราะ “ค่านิยม” ตรงนี้เปลี่ยนไป เพราะปัจจุบันผู้หญิงเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ เลือกที่จะดำเนินชีวิตในแบบที่ต่างออกไปจากในอดีต และเมื่อดูจากผลสำรวจในสิบปีที่ผ่านมาของการให้ความสำคัญกับการแต่งงานของหญิงโสดชาวเกาหลีใต้ ก็มีอัตราที่ลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1998 ที่มีอยู่ถึง 46.8% มาถึงปี 2018 เหลือเพียง 22.4% เท่านั้น
3.
ในหนังสือ “คิมจียอง เกิดปี 82” ของ “โชนัมจู” น่าจะเป็นเสียงสะท้อนของผู้หญิงชาวเกาหลีใต้ได้เป็นอย่างดีต่อ “ธรรมเนียมผู้ชายเป็นใหญ่” และน่าจะเป็นความเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนมากที่สุด จนปรากฏเป็นกระแส #metoo (การเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงที่ถูกผู้ชายละเมิด) ในประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2016
หนังสือเล่มนี้เล่าถึงชีวิตของ “ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง” ในประเทศเกาหลีใต้นามว่า “คิมจียอง” (ชื่อที่ครอบครัวในเกาหลีใต้ชอบตั้งให้ลูกสาวที่เกิดในช่วงปี 1982) ที่ประสบกับ “โรคเปลี่ยนบุคลิกไปเป็นคนอื่น” หลังจากที่ต้องลาออกจากงานเพื่อมาทำหน้าที่แม่ให้กับลูกสาววัยกระเต๊าะ และเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบตามจารีตนิยมเกาหลีของ “จองแดฮยอน” สามีของเธอ
ด้วยความที่หัวใจของหนังสือเล่มนี้ว่าด้วย “ความไม่เท่าเทียมในสังคมเกาหลี”ระหว่างชายกับหญิง การเปรียบเทียบ “อภิสิทธิ์”ระหว่างเพศจึงได้รับการถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมา จนคล้ายกับว่าผู้ชายกลายเป็น“ตัวร้าย” ของหนังสือเล่มนี้ ถึงขนาดที่ยอดขายหนังสือเล่มนี้สำหรับผู้ชายมีแนวโน้มที่ลดลง แต่ยอดขายสำหรับผู้หญิงกลับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจนน่าตกใจ ภายหลังศิลปินยอดนิยมหญิงในเกาหลีใต้หลายคนออกมาประกาศตัวว่า พวกเธออ่านหนังสือเล่มนี้ และเห็นด้วยว่า พวกเธอได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่
4.
“คิมจียอง เกิดปี 82” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2016 หนังสือค่อยๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นๆ จนกลายมาเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันในปี 2019 (หนังสือจะให้รายละเอียดในการสื่อสารที่ตรงประเด็นหลากหลาย และน่าสนใจมากกว่าภาพยนตร์)
การบอกเล่าเรื่องราวของคนสามรุ่นในเกาหลี ตั้งแต่รุ่นย่า รุ่นแม่ และตัวคิมจียองเอง น่าจะเป็นการทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมของประเทศนี้ได้อย่างดีว่า ทำไมผู้หญิงถึงถูกจัดลำดับความสำคัญรองลงมาจากผู้ชาย ประเด็นสะเทือนอารมณ์ที่ “โชนัมจู” ใส่ไว้ในหนังสือเล่มนี้ น่าจะหนีไม่พ้น “การทำแท้ง” ด้วยเหตุผลที่ว่า “เพราะเป็นลูกสาว”
“รัฐบาลเกาหลีใต้สมัยนั้น ใช้นโยบายควบคุมอัตราการเกิดของประชาชนในชื่อ “นโยบายวางแผนครอบครัว”การเอาเด็กในครรภ์ออกด้วยเหตุผลทางการแพทย์ ถูกทำให้ชอบด้วยกฎหมายมานานเป็นสิบปีก่อนหน้านี้แล้ว การตรวจหาเพศเด็กในท้อง และทำแท้งเด็กหญิงก็เป็นเรื่องเปิดเผยกันทั่วไป จนราวกับว่า“เพราะได้ลูกสาว” กลายเป็นอีกเหตุผลทางการแพทย์เช่นกัน บรรยากาศทางสังคมเช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องตลอดทศวรรษ 1980 กระทั่งสภาพขาดสมดุลของอัตราส่วนเพศเมื่อแรกเกิดของเกาหลีใต้พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด ต้นทศวรรษ 1990 สัดส่วนเพศเด็กในครอบครัวที่มีลูกมากกว่าสามคนขึ้นไป มีเด็กชายเยอะกว่าเด็กหญิงเกินสองเท่า” นี่คือบางส่วนจากหนังสือเล่มนี้ ด้วยสำนวนการแปลของ “ตรองสิริ ทองคำใส”
5.
ในบทความ “ผู้หญิงและการสมรส” ของ “แมรี อี. คอนเนอร์” ประธานสถาบันนักการศึกษาเกาหลีบรรยายถึง “วัฒนธรรมผู้ชายเป็นใหญ่”ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเอาไว้ว่ามีสาเหตุมาจาก แนวปฏิบัติของ “ลัทธิขงจื๊อ” ที่สอนให้ผู้หญิงต้องอยู่ในศีลธรรม และธรรมเนียมปฏิบัติยุคโชซ็อน (1392-1910) มีหน้าที่ในการแต่งงานเพื่อปรนนิบัติสามี และพ่อกับแม่ของสามี รวมไปถึงการแบกความคาดหวังของครอบครัวที่จะต้องให้กำเนิดลูกชาย ดังนั้น ชาวเกาหลีจึงมีความเชื่อที่ว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเธอรู้หนังสือ พวกเธอจะไม่เชื่อฟังสามีอีกต่อไป
จากจุดเริ่มต้นเช่นนี้เองที่ทำให้ ผู้หญิงหลุดออกไปจากระบบการศึกษามากมาย และที่อยู่ในระบบการศึกษาจนจบออกมาก็ยากที่จะมีงานที่ดี หรือได้รับการปฏิบัติที่ให้เกียรติจากเจ้านายและเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้ชาย เพราะพวกเขาคิดว่า สถานที่ทำงานไม่ใช่พื้นที่สำหรับพวกเธอ
แต่เมื่อมีการคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ว่า เกาหลีใต้จะเจอกับวิกฤติด้านประชากร และไปสู่ “สังคมสูงวัย”อย่างเต็มรูปแบบในปี 2026 เมื่อคนสูงอายุจะมีมากถึง 23% ของประเทศ(มีอัตราการเกิดต่ำ) และรายจ่ายในการดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้ก็เป็นภาระอันหนักอึ้งของประเทศ ในปี 2005 จึงเกิดปรากฏการณ์ “ชัยชนะแห่งความเสมอภาค” ขึ้น เมื่อรัฐบาลเกาหลีใต้ออกมาสนับสนุนผู้หญิงให้กลับเข้าไปสู่ระบบการทำงาน และการศึกษาเทียบเท่าผู้ชาย รวมไปถึงการเปิดกว้างด้านอาชีพที่เจริญก้าวหน้าสำหรับคนที่มีความสามารถโดยไม่จำกัดเพศ
และนี่ก็ถือว่าเป็น “การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม” ที่น่าสนใจอีกกรณีหนึ่ง ที่บอกกับเราว่า “ความรู้สึก” อาจเป็นตัวจุดชนวนในการเริ่มต้น แต่สิ่งสำคัญคือ “เหตุผลที่ดี” และ “จังหวะเวลา” ที่จะทำให้ได้มาในสิ่งที่ยากเกินกว่าจะเป็นไปได้เช่นนี้