#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/466437

‘สหกรณ์ชาติตระการฯ’ลุยขยายธุรกิจ ยกระดับเป็นศูนย์รวบรวมผลิตผลเกษตร
นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรชาติตระการ จำกัด จ.พิษณุโลก พร้อมให้คำแนะนำแนวทางบริหารงานสหกรณ์ด้านการดำเนินธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตเกษตร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสหกรณ์และมวลสมาชิกสูงสุด โดยมีนายสุเทพ ช่วยอุระชน ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 นายรู้ จันทะคุณ ประธานคณะกรรมการสหกรณ์ ร่วมต้อนรับ
นายสมศักดิ์กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรชาติตระการฯ เป็นหนึ่งในสหกรณ์ 823 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็นสหกรณ์หลักระดับอำเภอ ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตเกษตร การส่งเสริมพัฒนาอาชีพของสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้มีอาชีพมีรายได้ที่มั่นคง มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรชาติตระการฯมีสมาชิก 4,888 คน มีทุนดำเนินงาน 326,937,795.08 บาท สหกรณ์ใช้เงินทุนภายในของตนเองมาบริหารจัดการธุรกิจในองค์กร ซึ่งได้จากการรับฝากเงินและการถือหุ้นของสมาชิก สหกรณ์ฯเปิดให้บริการแก่สมาชิกด้านธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรับฝากเงิน ซึ่งหลังจากสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ คณะกรรมการดำเนินงานของสหกรณ์ ได้พิจารณาทบทวนปรับปรุงแผนธุรกิจใหม่เพิ่มเติม โดยเริ่มดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผลเกษตร ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนงบประมาณจากโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร (แก้มลิง) ปีงบประมาณ 2561 ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ก่อสร้างฉาง ขนาด 2,000 ตัน ลานตากขนาด 3,200 ตารางเมตร และเครื่องชั่งขนาด 60 ตัน พร้อมห้องควบคุมขนาด 10×12 เมตร และสหกรณ์ได้จัดซื้ออุปกรณ์การตลาดบางส่วนเพิ่มเติม เพื่อเสริมศักยภาพความพร้อมให้เป็นจุดบริการรวบรวมรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร จากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป
ด้านนายรู้กล่าวว่า สหกรณ์เปิดจุดบริการรวบรวมรับซื้อผลผลิตเกษตรกรตามฤดูกาลจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6,000 ตัน และมันสำปะหลัง 12,000 ตัน โดยมีปริมาณการรวบรวมผลผลิตจำแนกเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แบบฝัก 473,760 กิโลกรัม มูลค่า 2,114,3345 บาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แบบเมล็ด 290,900 กิโลกรัม มูลค่า 1,857,069 บาท และมันสำปะหลัง 802,730 กิโลกรัม มูลค่า 1,760,579 บาท โดยสหกรณ์รับซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดตันละ 100-200 บาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ก่อนนำผลผลิตที่รับซื้อไว้ขายต่อให้ผู้ประกอบการภาคเอกชน เนื่องจากที่ผ่านมา เกษตรกรในพื้นที่ได้เผชิญปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่เติมที่มีผลผลิตลดลง