#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/471862

‘กุดรังโมเดล’ ต้นแบบแก้แล้งช่วยภาคเกษตร
“ภัยแล้งเป็นบ่อเกิดของความยากจน หากแก้ภัยแล้งได้ก็แก้ปัญหาความยากจนได้” คำกล่าวข้างต้นนั้นไม่เกินจริงแต่อย่างใดเพราะน้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่ประชากรกว่าสิบล้านคนอยู่ในภาคเกษตรกรรม อันเป็นอาชีพที่ต้องพึ่งพาน้ำอย่างมาก สำหรับเกษตรนั้นปกติก็เผชิญกับความไม่แน่นอนของราคาผลิตอยู่แล้ว ยิ่งเจอปัญหาขาดแคลนน้ำเข้ามาด้วยก็ยิ่งซ้ำเติมให้ทุกข์ยากลำบากขึ้นเป็นทวีคูณ
“ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2562 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยต้องประสบปัญหาภัยแล้งรุมเร้าในหลายจังหวัด” โดยเฉพาะ “ภาคอีสาน” หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นแม่งานหลักในการดูแลด้านการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ
ล่าสุด พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายให้ นายประสาน หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำพล.อ.ประวิตร เดินทางไปยัง อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม อันเป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบปัญหา “แล้งซ้ำซาก” มาตลอดทุกปี แต่สิ่งที่ได้เห็นจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้โดยเฉพาะบริเวณ รร.บ้านหนองแสง ต.ห้วยเตย อ.กุดรัง ซึ่งในอดีตเป็นจุดหนึ่งที่แห้งแล้งมาก แต่ปัจจุบันกลับพบเห็นพื้นที่สีเขียวขึ้นมาบ้างแล้วด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านประกอบกับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ
อะไรคือ “ความน่าสนใจ” ของพื้นที่นี้? ถึงขั้นที่ นายประสาน ต้องเอ่ยปากชมและอยากให้ใช้เป็น “ต้นแบบ” ในการแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ด้วย เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนไปในอดีตของ อ.กุดรัง ที่พอหลังจากฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านส่วนใหญ่จะทิ้งไร่นา อพยพไปทำงานที่อื่นเป็นการชั่วคราวเนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำใช้ทำการเกษตร จึงไม่อาจประกอบอาชีพในถิ่นฐานบ้านเกิดได้ตลอดทั้งปี
“บางพื้นที่อาจมีแหล่งน้ำ แต่มีน้ำไม่พอใช้ได้ตลอดทั้งปี รวมถึงไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำที่เพียงพอ หรือน้ำที่มีไม่สามารถนำขึ้นมาใช้ได้เนื่องจากต้นทุนการสูบน้ำที่สูงกว่าราคาผลผลิตจึงไม่คุ้มค่าในการลงทุน จึงมีแนวคิดในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนออกมา ซึ่งถือว่าได้ผลเป็นอย่างดี และถือเป็นความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในอ.กุดรัง เอง โดยมีนักวิชาการที่มีเชี่ยวชาญให้คำแนะนำ ซึ่งจะมีการดำเนินโครงการสูบน้ำ 3 ระดับ คือ 1.ระบบสูบน้ำบาดาลสำหรับครัวเรือน 2.ระบบสูบน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร และ 3.ระบบสูบน้ำขนาดใหญ่”
สำหรับ “ระบบสูบน้ำบาดาล” ซึ่งถือเป็นระบบสูบน้ำใต้ดินมาใช้ในชุมชน จะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แทนการใช้ไฟฟ้า อีกทั้งยังส่งเสริมให้ชุมชนขยายตัวไปอยู่ในที่ทำกินของตัวเองแทนที่จะอยู่กันอย่างแออัดในชุมชนเดิม เพื่อให้ชุมชนได้มีที่ทำกิน มีไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในครัวเรือน และมีน้ำจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการประกอบอาชีพได้ตลอดทั้งปี เช่น ปลูกผัก เลี้ยงปลา ทั้งไว้รับประทานเองและจำหน่ายเป็นรายได้เสริม
นอกจากนี้ยังมี “ระบบสูบน้ำผิวดินขนาดใหญ่” เป็นการบริหารจัดการแหล่งน้ำที่มีอยู่ให้ชุมชนสามารถนำน้ำมาใช้ในต้นทุนต่ำ ลดต้นทุนการผลิตน้ำด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำ สามารถสูบน้ำได้ถึง 2 ลิตรต่อวัน โดยสูบน้ำขึ้นมาเก็บในถังขนาดใหญ่เพื่อกระจายน้ำไปยังชุมชนได้หลายชุมชน อนึ่ง “มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ” อาทิ มีเครื่องคอมมูนิเคเตอร์ผ่านดาวเทียม เป็นอุปกรณ์ควบคุมปั๊มระยะไกล
ซึ่งทำให้รู้ปริมาณน้ำบาดาลใต้ดินว่ามีปริมาณเท่าไหร่, น้ำที่สูบขึ้นมาได้กี่ลิตรต่อวัน,ปริมาณแสงแดดเฉลี่ยต่อวัน ต่อเดือนและต่อปี เท่าไหร่ซึ่งจะมีกราฟแสดงออกมาชัดเจน และเครื่องนี้สามารถช่วยปรับความเร็วรอบของมอเตอร์ปั๊มได้, สามารถเปิด-ปิดปั๊มในระยะไกลได้, สามารถควบคุมแรงดันและปริมาณน้ำได้ ทั้งหมดนี้สามารถส่งข้อมูลมายังส่วนกลาง ทำให้สั่งการจากส่วนกลางได้
“ยกตัวอย่างหากมีศูนย์กลางหรือวอร์รูมอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็สามารถสั่งการ หรือรู้ถึงสถานการณ์แบบเรียลไทม์ได้ ซึ่งวอร์รูมจะรู้ว่าขณะนี้บ่อบาดาลทั่วประเทศ ภาคไหนมีน้ำเท่าไหร่ ปริมาณแสงแดดเท่าไหร่ หรือหากจุดไหนมีปัญหาก็สามารถปิดระบบจากที่วอร์รูมได้ ระบบนี้จะทำให้สามารถวางแผนการใช้น้ำได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลระยะไกลผ่านดาวเทียมนี้จะมีค่าใช้จ่ายรายเดือนที่มาจากซิมการ์ด ซึ่งจะต้องจ่ายเป็นรายเดือนเป็นค่าอินเตอร์เนตประมาณเดือนละ 30-50 บาท
หากเป็นหน่วยงานของรัฐสามารถตั้งงบประมาณสนับสนุนได้ แต่หากกรณีที่เป็นชาวบ้านไม่มีเงินจ่ายค่าซิมการ์ด ก็สามารถควบคุมปั๊มน้ำผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือได้โดยผ่านบลูทูธ ซึ่งจะไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนแบตเตอรี่นั้น จะมีแผงโซลาร์เซลล์เล็กๆ ไว้เก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ หากจุดไหนไม่มีไฟฟ้าก็ยังสามารถใช้อุปกรณ์ดาวเทียมนี้ได้”
สำหรับราคานั้นเครื่องนี้ปกติจะมาพร้อมกับระบบสูบน้ำอยู่แล้ว ถ้าซื้อปั๊มก็จะแถมตัวนี้มาให้ด้วย ราคาทั้งหมดจะอยู่ประมาณ 5 แสนบาท ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ 2,500 วัตต์ถังพักน้ำขนาด 20 ลูกบาศก์เมตร และชุดปั๊มสูบน้ำ หากรัฐบาลสามารถดำเนินการตรงนี้ให้เกษตรกรได้ก็จะเป็นการช่วยยกระดับความเป็นอยู่ให้ประชาชนอย่างมาก ซึ่งรวมถึงการขุดบ่อสำหรับกักเก็บน้ำ หรือแก้มลิงด้วย
แต่ที่บ้านกุดรัง ชาวบ้านจะใช้วิธีรวมกลุ่มกัน 7 คนจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยมีที่ดินที่ติดกันรวมแล้ว 15 ไร่ เพื่อสะดวกในการวางท่อ เบื้องต้นทางกองทุนพลังงานจะให้งบประมาณมา 5 แสนสำหรับซื้อเครื่องปั๊ม แต่บ่อบาดาลชาวบ้านขุดกันเอง ความคงทนของระบบนี้ ในส่วนของแผงโซลาร์เซลล์มีการรับประกันถึง 25 ปี ส่วนปั๊มสูบน้ำจะเป็นแบบแม่เหล็กซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนาน
หากมีระบบนี้..ชาวบ้านที่ว่างเว้นจากการทำนาก็สามารถปลูกผักในฤดูแล้งได้ คงไม่จำเป็นต้องอพยพเข้าไปทำงานในเมืองอีก!!!
แสงระวี สุมณฑา
