ระวัง PM2.5 นำพาโรคมะเร็งปอด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/472008

ระวัง PM2.5 นำพาโรคมะเร็งปอด

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แพทย์ชี้ PM2.5 เป็นสารก่อมะเร็งปอดชนิดหนึ่ง ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งและใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุฝุ่นพิษจะกระตุ้นให้เกิดอาการได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

หลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยยังคงประสบปัญหามลภาวะฝุ่น PM2.5 ซึ่งถือเป็นสภาวะที่น่าเป็นห่วงเพราะฝุ่นขนาดเล็กนี้สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ นายแพทย์ธเนศ เดชศักดิพล อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ฝุ่นละอองพิษเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ ซึ่งจากการศึกษาของหลาย ๆ สถาบัน พบว่า ฝุ่น PM2.5 มีความสัมพันธ์และอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะมะเร็งปอด

นอกจาก PM2.5 ที่เป็นปัจจัยในการก่อโรคแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญอื่นที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด ได้แก่ 1.การสูบบุหรี่และได้รับควันบุหรี่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการเกิดโรคมะเร็งปอดรวมไปถึงมะเร็งชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น มะเร็งหู คอ จมูก, มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น 2.การทำงานในอุตสาหกรรมที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น โครเมียม แร่ใยหิน แร่เรดอน นิกเกิล เรดอน เป็นต้น 3.ประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด ถึงแม้ว่าโรคมะเร็งปอดจะไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรงเหมือนมะเร็งบางชนิด แต่มีผลการศึกษาระบุว่าหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอดตั้งแต่อายุน้อยๆ สมาชิกในครอบครัวจะมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน 4.ประวัติโรคปอดเรื้อรังเดิม เช่น โรคถุงลมปอดโป่งพองเรื้อรังและภาวะพังผืดที่ปอด จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากขึ้น

นพ.ธเนศ เดชศักดิพล

อย่างไรก็ตาม เมื่อทราบถึงปัจจัยเสี่ยงเบื้องต้นของมะเร็งปอดแล้ว สิ่งที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ เพื่อลดความเสี่ยงก็คือการเลิกบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และสภาวะแวดล้อมที่เป็นอากาศมลพิษ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค อีกทั้ง คนที่มีความเสี่ยงควรตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะคนที่สูบบุหรี่ อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป และสูบวันละประมาณ 1 ซอง มานานกว่า 30 ปี ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ ซึ่งจะมีความละเอียดมากกว่าเอกซเรย์ธรรมดา อีกทั้งโรคมะเร็งปอดนั้นหากรู้เร็วมีโอกาสรักษาหายขาดได้

ด้าน แพทย์หญิงญาดา หลุยเจริญ อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจ และภาวะวิกฤติโรคระบบการหายใจโรงพยาบาลเวชธานี แนะนำวิธีป้องกันฝุ่น PM2.5 ว่า ควรลดกิจกรรมนอกบ้านและอยู่ภายในบ้านหรือในอาคารให้มากขึ้นแต่ถ้าจำเป็นต้องออกไปในที่โล่งแจ้งจริงๆ ควรใส่หน้ากากสำหรับป้องกันฝุ่น PM2.5 นอกจากนี้ ยังควรงดออกกำลังกายหรือออกแรงในที่ที่มีฝุ่นมากและหากมีอาการผิดปกติเช่น มีอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ แสบจมูก แสบคอ หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย หรือไอ ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที

สำหรับผลกระทบต่อสุขภาพ หากสัมผัสกับฝุ่นละอองขนาดเล็กในระยะสั้นจะก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณดวงตา จมูก คอและทางเดินหายใจ บางครั้งอาจทำให้แสบตา ไอ จาม น้ำมูกไหล หายใจไม่สะดวก หอบเหนื่อย และอาจทำให้โรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืดหรือโรคหัวใจกำเริบได้ ส่วนในระยะยาวนั้น ฝุ่นพิษขนาดเล็กนี้อาจทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง สมรรถภาพปอดลดลง และเกิดโรคมะเร็งปอด เนื่องจากฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้ถือเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง ทั้งนี้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านระบบทางเดินหายใจโรคหัวใจ เด็ก และผู้สูงอายุ จะมีความไวต่ออนุภาคขนาดเล็กมากขึ้น คือกระตุ้นให้เกิดอาการต่างๆ ได้ง่ายขึ้นกว่าในคนปกติจึงควรเฝ้าระวังและป้องกันตัวเองให้มากขึ้น

พญ.ญาดา หลุยเจริญ

Leave a comment