กรมชลฯเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473371

news_default

กรมชลฯเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำ

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า พันธกิจที่กรมชลประทานยังคงยึดเป็นแนวทางดำเนินงานปี 2563 คือ พัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทานตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้เกิดความสมดุล ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ชลประทานทั้งสิ้น 33.79 ล้านไร่ มีแหล่งเก็บน้ำความจุรวม 82,457.46 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในปี 2563 นี้จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 0.18 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำ 199.54 ล้านลบ.ม.และภายในปี 2570 จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานไปที่ 17.95 ล้านไร่ เพิ่มความสามารถเก็บน้ำอีก 13,243 ล้านลบ.ม. ดังนั้น ในอีก 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีพื้นที่ชลประทาน 50.24 ล้านไร่ และเก็บน้ำได้ 95,007 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ กรมชลฯร่วมบริหารจัดการน้ำกับทุกภาคส่วนเพื่อให้มีน้ำเพียงพอทั่วถึงเป็นธรรม ตลอดจนป้องกันบรรเทาภัยจากน้ำอย่างเหมาะสม รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการพัฒนาแหล่งน้ำ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) เพื่อเพิ่มคุณค่าการบริการภายในปี 2579” โดยมุ่งให้ทรัพยากรน้ำมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นประเทศพัฒนาต่อไปได้

“กรมชลฯตระหนักถึงความสำคัญความจำเป็นต้องขับเคลื่อนภารกิจให้บรรลุ จึงกำหนดแนวทาง RID No.1 ขึ้น โดยในปีแรก (3 มกราคม 2561) เป็นการกำหนดทิศทางให้บุคลากรมีแนวทางเดินเดียวกันเพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลอย่างเป็นเอกภาพ ปีถัดมาจึงเริ่มพัฒนาศักยภาพคน เครื่องมือและเทคโนโลยี ผลสัมฤทธิ์ตัวอย่างที่เกิดขึ้น เช่น กรมชลประทานสามารถขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้มากกว่า 70 โครงการ ภายใน 1 ปี ขยายผลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ไปแล้วทุกจังหวัดทั่วประเทศ และปีที่ 3 กรมชลประทานจะมุ่งสนับสนุนความมั่นคงด้านน้ำให้พื้นที่พิเศษ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (Eastern Economic Corridor EEC)เนื่องจากหากไม่เตรียมความพร้อม ความต้องการใช้น้ำจะมาชนกับปริมาณน้ำที่กักเก็บ ซึ่งเราสามารถลดความเสี่ยงตรงนี้ได้” ดร.ทองเปลว กล่าว

ขณะเดียวกัน ในปี 2563 จะได้เห็นปฏิบัติการช่วยเหลือกันระหว่างลุ่มน้ำและกรมชลประทานจะสนับสนุนกิจกรรมกระจายน้ำที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public PrivatePartnership : PPP)

สำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การพัฒนาแหล่งน้ำเกิดประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้น้ำขนาดเล็กที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลบริหารจัดการคูคลองแต่ละสายมีสมาชิกกลุ่มละไม่เกิน 20 คน ซึ่งขณะนี้มีมากกว่า 50,000 กลุ่มทั่วประเทศ ถือเป็นกำลังสำคัญยิ่งที่ช่วยดูแลการใช้น้ำให้เป็นไปตามกติกา ดูแลรักษาเครื่องมือชลประทาน กรมชลฯจะส่งเสริมเครือข่ายเหล่านี้ให้เข้มแข็งมากขึ้น

Leave a comment